ยศชนัน กางแผนรับมือวิกฤติน้ำท่วม สั่งการ อว. นำร่อง พร้อมบูรณาการกระทรวงด้านทุนมนุษย์และเกษตรกร ช่วยเหลือประชาชนเต็มระบบ
KEY POINTS
- ศ.ดร.ยศชนัน สั่งการให้กระทรวง อว. และหน่วยงานในกำกับดูแล เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ
- อว. ดำเนินการนำร่อง 3 มาตรการเร่งด่วน คือ ปรับการเรียนเป็นออนไลน์ ตั้งศูนย์พักพิงช่วยเหลือ และเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด
- บูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เช่น กลาโหม มหาดไทย เกษตรฯ และแรงงาน เพื่ออพยพกลุ่มเปราะบาง บริหารจัดการน้ำ และให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างครอบคลุม
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และเกษตรกร เปิดเผยถึงแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงทั่วประเทศว่า
ได้สั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างเป็นระบบในทุกมิติ
และในวันนี้ เวลา 13.30 น. จะลงพื้นที่สถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตด้วยตนเอง เพื่อติดตามการทำงานของกรมชลประทาน และบูรณาการการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน
โดยเริ่มต้นจาก มาตรการของกระทรวง อว. ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้
ปรับรูปแบบการเรียน - ให้สถานศึกษาในพื้นที่ประสบภัยหรือพื้นที่เสี่ยง งดกิจกรรมและการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ (On-site) โดยให้พิจารณาใช้การเรียนออนไลน์ทดแทนเพื่อความปลอดภัย
ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ - ให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ (อว.ส่วนหน้า) ประสานงานกับส่วนกลาง เพื่อจัดเตรียมศูนย์พักพิง จุดพักรถ และหน่วยบริการสุขภาพสำหรับผู้ประสบภัย
แผนฟื้นฟูหลังน้ำลด - เตรียมความพร้อมกำลังพลในการลงพื้นที่ช่วยเหลือซ่อมแซมที่พักอาศัย ยานพาหนะ และดูแลสุขภาพของประชาชนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
เพื่อการบริหารจัดการที่รวดเร็วและไร้รอยต่อ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบหมายให้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงานข้ามหน่วยงาน โดยได้บูรณาการร่วมกับ รมว.กลาโหม และ รมช.มหาดไทย นำรถยกสูงเข้าช่วยเหลือและอพยพกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก) ออกจากพื้นที่ประสบภัย
พร้อมทั้งเตรียมเพิ่มเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังทหารช่างพัฒนา เข้าช่วยเหลือเร่งด่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก ที่กำลังประสบวิกฤติหนัก ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านตัวแทนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที
นอกจากนี้ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ภายใต้กำกับ เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่
มาตรการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
กำชับให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศเตรียมแผนอพยพและจัดเตรียมพื้นที่เป็นศูนย์พักพิงรองรับประชาชน โดยให้นำข้อมูลจากระบบ MSO Logbook มาใช้ชี้เป้ากลุ่มเปราะบาง เพื่อประสานท้องถิ่นเข้าอพยพได้ทันท่วงที
พร้อมให้รายงานสถานการณ์ทุกวัน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ผ่านสายด่วน พม. 1300 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
มาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
กำหนด 5 มาตรการเร่งด่วน ยึดหลักความปลอดภัยและการเรียนต้องไม่สะดุด โดยมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาสั่งปิดเรียนหรือปรับรูปแบบการสอนได้ทันที พร้อมยืดหยุ่นการส่งงานเพื่อลดภาระครอบครัว
สำหรับการเยียวยา สพฐ. ได้จัดสรรงบเขตพื้นที่การศึกษาละ 350,000 บาท เพื่อเร่งซ่อมแซมอาคารเรียน ส่วนการสอบของคุรุสภาใน 3 ศูนย์สอบที่ได้รับผลกระทบ ได้เตรียมจัดสอบชดเชยไว้แล้ว นอกจากนี้ ยังเตรียมระดมทีมอาชีวะอาสาลงพื้นที่ช่วยซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและบ้านเรือนหลังน้ำลด
มาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ศูนย์ SWOC ได้ติดตามสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,850 ลบ.ม./วินาที ซึ่งยังอยู่ในกรอบความปลอดภัย
พร้อมใช้ยุทธศาสตร์ "หน่วงตอนบน ควบคุมตอนกลาง เร่งระบายตอนล่าง" กักน้ำในเขื่อนหลักเพื่อเหลื่อมเวลามวลน้ำ และเร่งเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ร่นเวลาการระบายน้ำลงอ่าวไทยจาก 5 ชั่วโมงเหลือเพียง 10 นาที ส่วนภาคตะวันออกได้ระดมเครื่องสูบและผลักดันน้ำเข้าช่วยพื้นที่เสี่ยงแล้ว
มาตรการของกระทรวงแรงงาน
เพื่อความปลอดภัยของผู้ประกันตนและเจ้าหน้าที่ ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมเตรียมแผนรองรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในพื้นที่เสี่ยง โดยพิจารณาย้ายหน่วยเลือกตั้งหรือเลื่อนวันเลือกตั้งตามความเหมาะสมของสถานการณ์วิกฤติในแต่ละจังหวัด
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานตั้งจุดบริการช่วยเหลือด้านการเดินทาง และเตรียมจัดทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเปิดศูนย์ตรวจเช็กและซ่อมแซมยานพาหนะ ทั้งเครื่องยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ถูกน้ำท่วม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูวิถีชีวิตของประชาชนอย่างเร่งด่วน





