วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

เผย“เกียรติพงศ์” ยันชัด! กก.สรรหา กสทช. มีอำนาจชี้ขาด “หมอสรณ”

“เกียรติพงศ์” ยันชัด! กก.สรรหา กสทช. มีอำนาจชี้ขาด “หมอสรณ” โต้ปมสถานะ ย้ำยังไม่เกษียณ “ประพันธ์” จับตาศาลชี้ขาด 25 ก.ย.นี้

วันที่ 24 ก.ย.69 นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 วันที่ 21 ก.ค. 2569 ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ และประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น ว่า ในชั้นการไต่สวนของศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นการเรียกพยานบุคคลมาให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมนั้น ฝ่ายผู้ฟ้องคดีมี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เข้าเบิกความ ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีมีนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และนพ.ประวิตร ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ร่วมเข้าเป็นพยานนั้น 

นายประพันธ์ ระบุว่า จากการพิจารณาคำเบิกความในชั้นไต่สวน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในประเด็นเรื่องการรับจ้างทำงานในโรงพยาบาล หรือการไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเดิม ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ที่ นพ.สรณ นำมาแสดงต่อศาล เพื่อยืนยันว่าตนเองได้ลาออกและปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อย่างถูกต้อง ซึ่งหาก นพ.สรณ มีหลักฐาน ย่อมต้องนำหลักฐานการลาออกจากราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับอนุมัติจากอธิการบดีมาแสดงต่อศาล เมื่อไม่มีหลักฐานดังกล่าว คดีจึงเหลือเพียงประเด็นข้อกฎหมายเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ ในการวินิจฉัยเท่านั้น

นอกจากนี้ ในประเด็นของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช. ที่ถูกอ้างเรื่องการดำรงตำแหน่งนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นกรณีการดำรงตำแหน่งโดยตำแหน่ง ไม่ใช่สรรหาโดยตัวบุคคล ดังนั้นประเด็นนี้ นพ.สรณ จึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

"ท่านประธานเกียรติพงศ์ ได้เดินทางไปเบิกความยืนยันต่อศาลด้วยตนเองว่า ท่านยังคงรับราชการอยู่ เนื่องจากท่านเกิดหลังเดือนตุลาคม ซึ่งข้าราชการที่จะเกษียณอายุวันที่ 30 กันยายน ต้องเกิดก่อนวันที่ 30 กันยายน ท่านจึงยังคงดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนเป็น ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ซึ่งมีทะเบียนประวัติทางราชการชัดเจน หากไม่ได้อยู่ ในราชการย่อมไม่สามารถรับเงินเดือนปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ต้องไปรับเงินบำนาญแทน”นายประพันธ์ กล่าวและว่า

"ต้องดูว่าศาลปกครองกลางในการนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 ก.ย.นี้ จะมีคำวินิจฉัยแตกต่างจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่"