ครม. อนุมัติ 4.2 หมื่นล้าน ลุย "ไทยช่วยไทย พลัส" เพิ่มเงินบัตรคนจนเป็น 1,000 บาท พร้อมแจกสิทธิร่วมจ่าย 60/40 กดยืนยันผ่านเป๋าตัง 1-15 ต.ค.นี้
รัฐบาลเดินหน้าอุ้มประชาชนกลุ่มเปราะบางและบรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินเดิม พร้อมอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)" วงเงินรวมไม่เกิน 42,690.6503 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และหนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ
ครม. อนุมัติงบ 4.2 หมื่นล้าน รับมือวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ
ล่าสุด วันนี้ (22 ก.ย. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ในการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เดิม และอนุมัติให้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)”
มาตรการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง รักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการขนาดเล็ก สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจผันผวนจากวิกฤตพลังงานโลก
โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)" แบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ครอบคลุมทั้งผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไป ดังนี้
มาตรการที่ 1 เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เป็น 1,000 บาท
สำหรับผู้ได้รับสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 (ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569) รัฐบาลได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเติม เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยโดยตรง
- วงเงินที่ได้รับเพิ่ม เพิ่มเติมอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน
- รวมวงเงินทั้งหมด จากเดิมได้รับ 300 บาทต่อคนต่อเดือน ปรับเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
- ระยะเวลาการช่วยเหลือ เฉพาะในเดือนตุลาคม 2569
- เงื่อนไขการใช้จ่าย ใช้สำหรับรูดซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านค้าอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
การเพิ่มวงเงินในส่วนนี้จะช่วยให้กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยสามารถรับมือกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานได้อย่างทันท่วงที
มาตรการที่ 2 โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)" อุดหนุนค่าใช้จ่าย 60%
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนวงกว้าง คือ โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)" ซึ่งเป็นการร่วมจ่าย (Co-payment) ระหว่างภาครัฐและประชาชน ในอัตราส่วน รัฐจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40%
กลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ
- ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)" อยู่ในปัจจุบัน
- ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 (รวมถึงกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มประชาชนที่ลงทะเบียนใหม่)
รายละเอียดการสนับสนุนและวงเงิน
- อัตราการร่วมจ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด อัตรา 60%
- วงเงินต่อวัน สนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
- วงเงินรวมตลอดโครงการ สนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน
- ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 (รวมระยะเวลา 2 เดือน)
วิธีใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และ Food Delivery
ประชาชนที่ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ โดยมีช่องทางและช่วงเวลาการใช้งานดังนี้
1. ซื้อสินค้าและบริการหน้าร้าน
- ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
- ช่วงเวลาใช้สิทธิ 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน
2. สั่งซื้อผ่านผู้ให้บริการสั่งอาหารออนไลน์ (Food Delivery Platform)
- ซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดดิลิเวอรี ที่เข้าร่วมโครงการ
- ช่วงเวลาใช้สิทธิ 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน
ปักหมุดวันยืนยันสิทธิ "เป๋าตัง" และ "ถุงเงิน"
เพื่อให้การเริ่มดำเนินโครงการเป็นไปอย่างเรียบร้อย รัฐบาลได้กำหนดช่วงเวลากดยืนยันสิทธิสำหรับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ดังนี้
- ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569
- ผู้ประกอบการ/ร้านค้า ร้านค้าที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569
สรุปประโยชน์โครงการ: พยุงค่าครองชีพ เติมสภาพคล่อง เศรษฐกิจไทยเดินหน้า
นางสาวลลิดา กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้ายว่า “มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยให้ประชาชนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้เหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง”
โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)" จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของรัฐบาลในปี 2569 ในการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าน้ำมันและราคาพลังงานผันผวน พร้อมทั้งช่วยหมุนเวียนเงินในระบบผ่านร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ





