นักกฎหมายชี้ทางออกภาวะชะงัก “กสทช” แนะ 2 บอร์ดเรียกประชุมได้ ปลดล็อคกิจการโทรคมนาคม ยกมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองให้ความคุ้มครอง
วานนี้(18 ก.ย.)คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเวทีเสวนาวิชาการในประเด็น “กสทช. ‘ชะงัก’ แล้วใครได้รับผลกระทบ? ทางออกอยู่ตรงไหน?” เพื่อหารือถึงสถานการณ์การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. หลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. และส่งผลต่อการประชุมบอร์ดในช่วงที่ผ่านมา
เวทีตั้งคำถามว่า การที่วาระสำคัญของ กสทช. ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามปกติ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในองค์กร แต่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมในวงกว้าง ตั้งแต่ทิศทางทีวีดิจิทัล OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ สิทธิผู้บริโภค สื่อชุมชน ไปจนถึงการจัดการปัญหาซิมผี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และความปลอดภัยด้านโทรคมนาคม
หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีคือการบรรยายเรื่อง “คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาและสถานะกรรมการ กสทช. ปัจจุบัน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า โดยหลักกฎหมายปกครอง คำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางปกครองย่อมมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าศาลที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาเพิกถอน หรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจึงไม่ได้ทำให้ผลของคำสั่งหยุดลงโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ในมุมมองทางกฎหมายเมื่อยังไม่มีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงต้องถือว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการและประธาน กสทช. ตามผลของคำวินิจฉัยดังกล่าว และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือประธานได้
รศ.ดร.ณรงค์เดช ระบุอีกว่า การไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ไม่ได้หมายความว่า กสทช. ทั้งคณะจะไม่สามารถทำงานได้ เพราะยังมีกรรมการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ 6 คน ซึ่งมากกว่าองค์ประกอบขั้นต่ำที่กำหนดไว้
ดังนั้น ปัญหาสำคัญในขณะนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า กสทช. ยังประชุมได้หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานแล้ว จะใช้กลไกใดในการเรียกประชุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า จากการสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 ฉบับ พบหลักการรองรับกรณีเกิดเหตุจำเป็นหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ
แนวทางที่เสนอคือ กรรมการ กสทช. 2 คนสามารถเข้าชื่อกันเพื่อเรียกประชุมคณะกรรมการ จากนั้นสำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการและหน่วยงานธุรการ ต้องดำเนินการจัดการประชุมตามการเรียกประชุมนั้น โดยเชิญกรรมการที่เหลือเข้าร่วมประชุม
สำหรับการประชุมครั้งแรก รศ.ดร.ณรงค์เดช เสนอว่า ควรดำเนินการเรื่องผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้กระบวนการประชุมและการพิจารณาวาระต่าง ๆ เดินหน้าต่อได้
ในอดีตเองมีตัวอย่างมติขององค์กรกำกับดูแลชุดก่อน ซึ่งเมื่อไม่มีประธานกรรมการ ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมตามกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ในขณะนั้น
รศ.ดร.ณรงค์เดชยังอธิบายว่า เมื่อกรรมการที่เหลือมีองค์ประกอบครบตามที่กฎหมายกำหนด การใช้อำนาจของคณะกรรมการสามารถดำเนินต่อไปได้ และแม้ในอนาคตศาลจะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาท การกระทำของคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยชอบในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้เสียไปโดยอัตโนมัติ โดยยกหลักตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาประกอบการอธิบาย





