เอาจริง! รมว.ทส. สั่งลุยปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เผยพบจุดทิ้ง 61 แห่ง ใช้กฎหมายแรงฟันแพ่ง-อาญา และยึดทรัพย์ ลั่นผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย พร้อมคุมเข้มนำเข้า E-waste
KEY POINTS
- ทส. ตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างจริงจัง
- เตรียมบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด ดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา และพิจารณามาตรการยึดทรัพย์กับผู้กระทำผิด
- ใช้กระบวนการสืบสวนย้อนกลับ (Traceback) เพื่อติดตามหาโรงงานต้นทาง พร้อมขยายผลร่วมกับ DSI สาวขบวนการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ
วันที่ 17 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ เดินหน้าปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเด็ดขาด โดยมีนางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง เป็นประธานคณะทำงาน และ พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิทอง เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ ย้ำต้องเอาจริง ใช้กฎหมายเป็นยาแรง ดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง พร้อมกำชับหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัด หากพบการกระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมฝาก ทสจ. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่า ทส. เอาจริง ไม่ได้ทำงานเพื่อสร้างภาพ แต่พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อม
รมว.ทส. กล่าวว่า ปัจจุบันพบโรงงานอุตสาหกรรมกลุ่มเสี่ยง ประเภท 105, 106, 60 และอื่น ๆ จำนวนมาก กระจุกตัวในจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ขณะที่ พบจุดลักลอบทิ้งของเสีย 61 แห่ง ได้แก่
- ชลบุรี 20 แห่ง
- ปราจีนบุรี 18 แห่ง
- สระแก้ว 11 แห่ง
- ฉะเชิงเทรา 9 แห่ง
- ระยอง 3 แห่ง
จึงต้องเร่งตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิดให้ถึงต้นทาง ไม่ปล่อยให้การดำเนินคดีหยุดอยู่เพียงผู้รับจ้างขนส่งหรือผู้ลักลอบทิ้ง
โดยชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ กำหนดแผนเชิงรุก 6 ขั้นตอน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ เตรียมการ ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก สรุปผล ดำเนินคดี และติดตามการฟื้นฟู โดยเน้นตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมใช้กระบวนการสืบสวนย้อนกลับ (Traceback) จากจุดลักลอบทิ้งในชลบุรีและปราจีนบุรี เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการขนส่งและเชื่อมโยงกลับไปยังโรงงานต้นทาง รวมทั้งเตรียมบูรณาการกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขยายผลขบวนการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ โดยมีกลุ่มโรงงานเป้าหมายในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว
รมว.ทส. กล่าวต่อว่า ได้กำชับให้จัดหนักการดำเนินคดีทางแพ่ง เนื่องจากเห็นว่าบทลงโทษปัจจุบันยังเบาเกินไป พร้อมพิจารณามาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินในกรณีที่กฎหมายรองรับ เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต่อความเสียหายตามหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" และไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้
สำหรับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ในอนาคต ได้เสนอให้พัฒนาระบบอนุญาตนำเข้าและตรวจสอบสิ่งเจือปนอย่างชัดเจน หากอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้จึงดำเนินการต่อ แต่ยืนยันว่าสิ่งเจือปนทุกส่วนต้องถูกกำจัดและจัดการอย่างถูกวิธีต้อง และหากเกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องส่งกลับประเทศต้นทาง โดยจะหารือรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเทียบเคียงกับกฎหมายและมาตรฐานของแต่ละประเทศด้วย ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ จะประชุมติดตามผลทุกเดือน และรายงานต่อรัฐมนตรีฯ ตลอด เพื่อให้การปราบปรามเกิดผลเป็นรูปธรรม
"ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียผิดกฎหมายได้ทุกช่องทาง อาทิ สายด่วน คพ. 1650 , Traffy Fondue , เว็บไซต์ pcd.go.th หรือเพจเฟซบุ๊ก กรมควบคุมมลพิษ"





