ดัน “ดอยอินทนนท์” ขึ้นแท่นอุทยานมรดกอาเซียน! รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่ดันท่องเที่ยวเชิงนิเวศเชียงใหม่
รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค เผยเตรียมต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ACB) ลงพื้นที่ประเมิน “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 นี้ เพื่อผลักดันให้ได้รับการรับรองเป็น “อุทยานมรดกอาเซียน” (ASEAN Heritage Parks: AHP) หวังยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน
รัฐบาลเห็นชอบ ผลักดันดอยอินทนนท์สู่มาตรฐานระดับสากล
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เสนอเรื่องการรับรองอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ให้เสนอชื่ออุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เพื่อเสนอชื่อเป็นอุทยานมรดกอาเซียนแห่งใหม่ของประเทศไทย
การประเมินพื้นที่โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจาก ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Centre for Biodiversity: ACB) ในช่วงวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะตรวจสอบความสมบูรณ์และคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การเสนอรับรองอย่างเป็นทางการในระดับภูมิภาคอาเซียนต่อไป
เปิดข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ หัวใจหลักแห่งผืนป่าต้นน้ำ
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่รวมประมาณ 296,922.22 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมทอง, อำเภอแม่แจ่ม, อำเภอแม่วาง และอำเภอดอยหล่อ
ผืนป่าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนพื้นที่ป่าธรรมชาติสูงถึงร้อยละ 89.5 ของพื้นที่ทั้งหมด และทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง ซึ่งไหลลงไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่คอยหล่อเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศ
นอกจากนี้ ข้อมูลด้านการจัดการลุ่มน้ำยังระบุว่า พื้นที่อุทยานฯ มากกว่าร้อยละ 40.48 จัดอยู่ในเขตลุ่มน้ำคุณภาพชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครอง และอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อป้องกันการพังทลายของดินและการสูญเสียสมดุลทางระบบนิเวศ
ศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์หายาก-พืชพันธุ์เฉพาะถิ่น
คุณค่าที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของดอยอินทนนท์ คือการเป็นคลังสมองทางชีวภาพที่สำคัญของภูมิภาค โดยมีการค้นพบพรรณพืชและสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ดังนี้
- พรรณไม้ พบพรรณพืชไม่น้อยกว่า 1,271 ชนิด ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงตามระดับความสูงของพื้นที่
- สัตว์ป่า เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 393 ชนิด
- ชนิดพันธุ์หายากและใกล้สูญพันธุ์ เป็นพื้นที่คุ้มครองสำคัญของสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น กวางผา, เลียงผา, และชะนีมือขาว
- การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ มีการค้นพบ ไลเคนชนิดใหม่ของโลกถึง 21 ชนิด สะท้อนถึงความสะอาดบริสุทธิ์ของสภาพแวดล้อมและอากาศในพื้นที่
รวมทั้ง ดอยอินทนนท์ยังมีคุณค่าทางภูมิศาสตร์ในฐานะ ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่ระดับความสูง 2,565 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ด้วยระดับความสูงและความสมบูรณ์ของป่าไม้ จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดเชื่อมโยงถิ่นอาศัย (Corridor) ที่สำคัญสำหรับสัตว์ป่า และเป็นเส้นทางการบินพักพิงของนกอพยพระหว่างประเทศที่เดินทางย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล
สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต ประโยชน์เพื่อชุมชนและการกักเก็บคาร์บอน
ผืนป่าดอยอินทนนท์สามารถผลิตน้ำธรรมชาติได้มากกว่า 540 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คอยหล่อเลี้ยงชุมชนโดยรอบมากกว่า 35 หมู่บ้าน และ 74 ชุมชน ทั้งในและนอกพื้นที่อุทยานฯ ให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรตลอดทั้งปี
นางสาวลลิดา กล่าวเน้นย้ำว่า "ดอยอินทนนท์ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แต่เป็นทั้งผืนป่าต้นน้ำ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน และเป็นพื้นที่ที่ชุมชนท้องถิ่นได้อยู่อาศัยและทำมาหากินร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนมาอย่างยาวนาน"
การผลักดันดอยอินทนนท์เข้าสู่การเป็นอุทยานมรดกอาเซียน จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ให้เป็นไปตามเกณฑ์สากล ทั้งยังเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และงบประมาณความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
ความหวังแห่งใหม่! มุ่งสู่ลำดับที่ 11 ของอุทยานมรดกอาเซียนในไทย
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ได้รับการรับรองให้เป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Parks) แล้วจำนวน 10 แห่ง หากการประเมินดอยอินทนนท์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ดอยอินทนนท์จะกลายเป็นอุทยานมรดกอาเซียนแห่งที่ 11 ของประเทศไทย
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการรับรองครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมบทบาทความเป็นผู้นำของไทยด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแบรนด์ระดับสากลที่ช่วยส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) การเปิดพื้นที่เพื่อการศึกษาเรียนรู้และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการกระจายรายได้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นรอบผืนป่าอย่างสมดุลและยั่งยืน
เปิดขั้นตอนกระบวนการพิจารณา สู่การประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ
กระบวนการเสนอชื่ออุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นอุทยานมรดกอาเซียน มีขั้นตอนการพิจารณาตามลำดับความเข้มงวด ดังนี้
-
การประเมินภาคสนาม คณะผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ACB) ลงพื้นที่ตรวจประเมินจริง (16–18 กันยายน 2569)
-
การเสนอต่อคณะกรรมการ AHP นำผลการประเมินเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Parks Committee)
-
การกลั่นกรองระดับเจ้าหน้าที่ เสนอต่อเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม (ASEAN Senior Officials on the Environment: ASOEN)
-
การอนุมัติระดับรัฐมนตรี เสนอเข้าสู่การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม (ASEAN Ministerial Meeting on the Environment: AMME) เพื่ออนุมัติและประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจในความพร้อมของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ทั้งด้านความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบการบริหารจัดการพื้นที่ และความร่วมมือของชุมชน ซึ่งจะสามารถผ่านการประเมินและคว้าตำแหน่งอุทยานมรดกอาเซียนมาครอบครองได้อย่างแน่นอน





