กทม. สั่งชะลอใบอนุญาต Data Center แห่งใหม่ พร้อมเปิด 5 เช็กลิสต์สุ่มตรวจเข้ม คุมความร้อน มลพิษ และฝุ่น คุ้มครองชุมชนรอบข้าง
วันนี้ (14 ก.ย. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบและควบคุมกิจการ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร ยืนยันเดินหน้าสุ่มตรวจมาตรการความปลอดภัยและมลพิษอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนรอบข้าง
ภาพรวม Data Center ในกรุงเทพฯ เน้นขนาดเล็ก ไม่ใช่ Hyper-scale
จากการสำรวจภาพรวมเบื้องต้นของ กทม. พบว่า ปัจจุบันมี Data Center ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มอาคารทั่วไป (43 แห่ง) ตั้งอยู่ในอาคารสำนักงาน ธนาคาร และหน่วยงานราชการ ส่วนใหญ่เป็น Data Center ขนาดเล็ก มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์ (MW) และเปิดดำเนินการมาเป็นเวลานานแล้ว
2. กลุ่ม Stand Alone (6 แห่ง) เปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน กทม. ได้สั่งชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้เรียบร้อยแล้ว
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีลักษณะเป็น Hyper-scale ที่ใช้กำลังไฟสูงถึง 200–300 เมกะวัตต์เหมือนในต่างจังหวัด โดยการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในกรุงเทพฯ ทั้งหมดในปัจจุบัน คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ ส่วนการใช้น้ำประปายังอยู่ในระดับที่น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
ในส่วนของการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง พบว่าในกลุ่ม 43 แห่ง มี 31 แห่งที่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กจึงไม่ต้องขอใบอนุญาตสะสมน้ำมัน ส่วนอีก 12 แห่งมีการสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าได้ขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกรมธุรกิจพลังงาน
เปิด Check-list 5 ด้าน ตรวจเข้มสิ่งแวดล้อม ความร้อน และมลพิษ
เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน กทม. ได้ดึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายผังเมือง การควบคุมอาคาร และการสาธารณสุข มาบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การประปานครหลวง (กปน.), กรมธุรกิจพลังงาน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดทำ Check-list ตรวจสอบเข้มงวด 5 ด้าน สำหรับลงพื้นที่สุ่มตรวจ ได้แก่
- มาตรฐานอาคาร ต้องได้รับใบรับรองมาตรฐานสากลด้านโครงสร้างและความปลอดภัย
- การใช้ทรัพยากร ควบคุมการเก็บรักษาน้ำมัน การใช้น้ำ และการใช้ไฟฟ้า ให้เป็นไปตามเกณฑ์ของหน่วยงานที่กำกับดูแล
- ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ อากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผลกระทบด้านความร้อน และมลพิษทางเสียง
- การป้องกันอัคคีภัย ตรวจสอบระบบดับเพลิงและอุปกรณ์เผชิญเหตุให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
- การเตรียมความพร้อมและซ้อมอพยพ จัดให้มีการซ้อมแผนอพยพหนีไฟร่วมกับเจ้าหน้าที่และชุมชนอย่างสม่ำเสมอ
มาตรการสุ่มตรวจละเอียด คุมอุณหภูมิชุมชนรอบข้างไม่เกิน 2 องศาฯ
สำหรับการลงพื้นที่สุ่มตรวจความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม กทม. ได้กำหนดรายละเอียดการวัดผลที่ชัดเจนเพื่อดูแลชุมชนโดยรอบ ประกอบด้วย
- คุณภาพน้ำ สุ่มตรวจคุณภาพน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง
- คุณภาพอากาศ ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบ Real-time
- สุขอนามัย ตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Legionella ในไอน้ำจากคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) ปีละ 2 ครั้ง
- ความร้อนและอุณหภูมิ ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นบริเวณจุดกำเนิดและชุมชนรอบข้างในรัศมี 500 เมตร โดยกำหนดให้ผลต่างอุณหภูมิในรอบ 24 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเกาะความร้อน (Heat Island Effect) กระทบผู้อยู่อาศัย
สั่งชะลออนุมัติโครงการใหม่ รอเกณฑ์ชัดเจนใน 2 สัปดาห์
ในส่วนของการพิจารณาอนุมัติโครงการใหม่ กทม. ได้สั่งชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้ก่อน เพื่อรอการกำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า
จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเขตในทุกจุดที่ตั้ง Data Center ขณะนี้ยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญหรือข้อร้องเรียนร้ายแรง อย่างไรก็ตาม กทม. พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนหากได้รับผลกระทบจากเสียง ความร้อน หรือมลพิษ ผ่านระบบ Traffy Fondue ตลอด 24 ชั่วโมง
“กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพยายามดำเนินการทุกอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบอำนาจตามกฎหมายที่มี หากประชาชนพบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ทันที กทม. พร้อมเข้าไปดูแลและแก้ปัญหาให้ประชาชนในระหว่างรอรายละเอียดเกณฑ์ปฏิบัติเพิ่มเติม” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.





