กทม. จับมือ ปภ. เร่งคุมเหตุน้ำมันรั่วใต้ดินถนนเชื้อเพลิง-พระราม 3 สูบแล้ว 2.2 หมื่นลิตร กลิ่นเริ่มเบาบาง ตรวจวัดไอระเหย 24 ชม. ยันไม่ต้องอพยพ
จากเหตุกาณ์พบน้ำมันเชื้อเพลิงปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำใต้ดิน บริเวณถนนเชื้อเพลิง และใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างเขตคลองเตยและเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบเนื่องจากมีกลิ่นน้ำมันส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้น
ล่าสุด วันนี้ (9 ก.ย. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (ICP) บริเวณถนนเชื้อเพลิง เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้สงบโดยเร็วที่สุด และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
สรุปสถานการณ์และการปฏิบัติการในพื้นที่
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงรายละเอียดการดำเนินงานในพื้นที่ว่า กรุงเทพมหานครได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และทีมผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน เร่งดำเนินมาตรการสกัดกั้นและขจัดคราบน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้เครื่องจักรขุดเปิดหน้าดินเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมทั้งใช้วิธีการทางเทคนิค ได้แก่
-
การบล็อกทางน้ำและสกัดการแพร่กระจาย เจ้าหน้าที่ได้ทำการบล็อกท่อระบายน้ำบริเวณจุดเกิดเหตุ และวางทุ่นกักน้ำมัน (Boom) พร้อมแผ่นซับน้ำมันเพื่อป้องกันไม่ให้คราบน้ำมันไหลกระจายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือแม่น้ำเจ้าพระยา
-
การสูบและจัดเก็บน้ำมันปนเปื้อน ล่าสุดสามารถสูบน้ำปนเปื้อนและเก็บกู้น้ำมันตกค้างออกจากระบบระบายน้ำได้แล้วกว่า 22,000 ลิตร โดยน้ำมันทั้งหมดจะถูกนำไปผ่านกระบวนการบำบัดและกำจัดอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
-
การประเมินคราบน้ำมันล่าสุด จากการสำรวจล่าสุด พบว่าปริมาณคราบน้ำมันในระบบระบายน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงลักษณะฟิล์มบาง ๆ บนผิวน้ำ และกลิ่นฉุนของน้ำมันในบรรยากาศมีความรุนแรงลดลงอย่างมาก
-
การสำรวจจุดรั่วซึม เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคอยู่ระหว่างการสำรวจแนวท่อส่งน้ำมันใต้ดิน เพื่อค้นหาจุดรั่วที่แน่นอน และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง
ผลกระทบต่อการจราจรและการเดินทาง
เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลเข้าปฏิบัติงานขุดเปิดหน้าดินและเร่งแก้ไขปัญหาใต้พื้นผิวถนนอย่างปลอดภัย คาดว่าจะต้องมีการปิดเส้นทางจราจรชั่วคราวบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน ถนนเชื้อเพลิง และใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 เป็นเวลาประมาณ 2–3 วัน ประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หรือหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางเลี่ยงใกล้เคียงเพื่อลดความติดขัด
มาตรการด้านความปลอดภัยและการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง
ด้านความปลอดภัยของชุมชนโดยรอบ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
-
การตรวจวัดค่าไอระเหยไวไฟ (LEL): จ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจวัดความเข้มข้นของไอระเหยไวไฟในอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้หรือการระเบิด
-
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน มีการจัดเตรียมรถน้ำและอุปกรณ์ดับเพลิงสแตนด์บายในจุดเสี่ยง พร้อมปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
-
การประเมินการอพยพ จากการประเมินสภาวะอากาศและค่าความปลอดภัยล่าสุด ยืนยันว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องอพยพประชาชน ในชุมชนใกล้เคียงออกจากพื้นที่ แต่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าชี้แจงข้อมูลทำความเข้าใจกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความตื่นตระหนก
การสนับสนุนจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ปภ. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือช่างและเครื่องจักรกลสาธารณภัย เข้าสนับสนุนการทำงานของกรุงเทพมหานครอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การปฏิบัติงานสูบถ่ายน้ำมันและการขุดเจาะโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินเป็นไปด้วยความปลอดภัยสูงสุดแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
โครงสร้างการบริหารจัดการเหตุการณ์
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็ว กรุงเทพมหานครได้จัดตั้ง กองอำนวยการร่วมเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมอบหมายให้ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander) บูรณาการร่วมกับบริษัทน้ำมันเอกชนซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเร่งหาสาเหตุการรั่วซึมและดำเนินการแก้ไขที่ต้นเหตุ โดยมีหน่วยงานภาครัฐกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 100%



