ปภ. สั่งด่วนทุกจังหวัดรับมือน้ำท่วม 24 ชม. ขานรับข้อสั่งการ "เจเศรษฐ์" ชู "น่านโมเดล" ยกระดับเตือนภัย Cell Broadcast พร้อมอพยพกลุ่มเปราะบาง
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สั่งการด่วนถึงทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งนำข้อสั่งการจากการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือและติดตามสถานการณ์อุทกภัย ไปสู่การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและเป็นรูปธรรม หลังได้รับมอบนโยบายสำคัญจาก นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานการประชุมฯ เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือนภัย การอพยพ และการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติให้เป็นระบบ ยึดความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นศูนย์กลาง
เน้นย้ำ 5 มาตรการหลัก รับมือภัยน้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ปภ. ได้จัดประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ณ เทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อวางแนวทางป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเชิงรุก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงได้ส่งหนังสือเน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ให้เร่งดำเนินการใน 5 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast
ให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม พร้อมกำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือนที่ชัดเจน
- ประสานงานร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน เพื่อตรวจสอบข้อมูลในระดับพื้นที่
- หากคาดว่าสถานการณ์จะส่งผลกระทบ ให้ประสาน ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง ควบคู่กับการแจ้งเตือนผ่านหอเตือนภัย เสียงตามสาย และหอกระจายข่าวในชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และทั่วถึง
2. ยกระดับแผนอพยพ ให้ความสำคัญกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก
ให้ทุกหน่วยงานทบทวนแผนเผชิญเหตุและเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนย้ายประชาชน โดยเน้นย้ำการช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กอ่อน และคนพิการ เป็นลำดับแรก
- กำหนดเส้นทางอพยพ จุดปลอดภัย และจุดจอดรถยนต์บนที่สูงอย่างชัดเจน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้า
- จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้มีความพร้อม ทั้งด้านสุขอนามัย น้ำดื่ม และอาหารสดสุกใหม่ครบ 3 มื้อ โดยไม่จำกัดจำนวน หากทรัพยากรในพื้นที่ ไม่เพียงพอ ให้ประสานสำนักงาน ปภ. จังหวัด หรือหน่วยงานเครือข่ายสนับสนุนทันที
3. ตรวจสอบเครื่องจักรกลและกำลังพล พร้อมปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง
เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือและอุปกรณ์สาธารณภัย เช่น เรือท้องแบน รถย้ายผู้ประสบภัย เครื่องสูบน้ำระยะไกล และเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ โดยติดตั้งในจุดเสี่ยงภัยล่วงหน้า พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง
- สำหรับพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ตัดขาด หรือมีความเสี่ยงสูง ให้ประสานขอสนับสนุน เฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (KA-32) เพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและลำเลียงเสบียงอาหารทันที
4. เร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด คืนความเป็นปกติโดยเร็ว
ในพื้นที่ที่สถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย ให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร อาทิ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.), กองอาสารักษาดินแดน (อส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ร่วมกันทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน รวมถึงพื้นที่สาธารณะ
- ประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการประปาส่วนภูมิภาค (PWA) เข้าตรวจเช็กและฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
5. มาตรการพิเศษสำหรับพื้นที่เสี่ยงชายฝั่งและเชิงเขา
- จังหวัดชายฝั่งทะเล เข้มงวดมาตรการความปลอดภัยการเดินเรือช่วงคลื่นลมแรง ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว และเรือประมงขนาดเล็ก
- พื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม บริเวณพื้นที่ลาดชันและเชิงเขา หากพบฝนตกสะสมต่อเนื่อง 2–3 วัน และมีความชื้นสัมพัทธ์ในดินสูง ให้อำเภอและท้องถิ่นจัดเวรยามสำรวจความเสี่ยง พร้อมสั่งการอพยพประชาชนทันทีเมื่อถึงจุดวิกฤต
ถอดบทเรียน Best Practice “น่านโมเดล” มุ่งยึดความปลอดภัยประชาชน
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับสาธารณภัยคือการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ ทุกจังหวัดต้องนำแนวปฏิบัติที่ดี หรือ Best Practice ของจังหวัดน่าน ซึ่งได้รับคำชมเชยในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ มาปรับใช้เป็นต้นแบบในการวางแผนเผชิญเหตุให้เหมาะกับบริบทความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ พร้อมจัดฝึกซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีความคุ้นเคยและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามข้อสั่งการของ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย โดยถือเอาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด





