สทนช. อัปเดตปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วไทย ล่าสุดกักเก็บ 67% พร้อมรับมือฝนตกหนักพายุโซเดล ส่อง 4 เขื่อนใหญ่เจ้าพระยา ยังรับน้ำได้อีกกี่%
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนสะสมของประเทศไทย ประจำวันที่ 3 กันยายน 2569 พบว่าหลายพื้นที่ทั่วประเทศเริ่มมีปริมาณฝนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ที่มีฝนตกสูงสุดในแต่ละภาค มีดังนี้
- ภาคใต้ จังหวัดพังงา ตรวจวัดปริมาณฝนสูงสุดในประเทศได้ 219 มิลลิเมตร
- ภาคเหนือ จังหวัดตาก ตรวจวัดปริมาณฝนได้ 42 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ ตรวจวัดปริมาณฝนได้ 28 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ตรวจวัดปริมาณฝนได้ 23 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ตรวจวัดปริมาณฝนได้ 12 มิลลิเมตร
- ภาคกลาง จังหวัดสระบุรี ตรวจวัดปริมาณฝนได้ 10 มิลลิเมตร
วิเคราะห์ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา อิทธิพลพายุโซนร้อน "โซเดล"
สำหรับสภาพอากาศในวันนี้ ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นในบางพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและประเทศลาวตอนบน ดึงดูดเข้าสู่พายุโซนร้อน “โซเดล” (SAUDEL) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้เกิดการสะสมของความชื้นและกลุ่มฝนหนาแน่น
คาดการณ์แนวโน้มฝนตกหนัก ช่วงวันที่ 4 - 8 กันยายน 2569
สทนช. ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ฝนล่วงหน้า พบว่าในช่วงวันที่ 4-8 กันยายน 2569 ประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีรายละเอียดแยกตามภูมิภาคดังนี้
- ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นพิเศษ เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
- ภาคใต้ ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะฝั่งรับมรสุมด้านทะเลอันดามัน
- สาเหตุหลัก เกิดจากการเลื่อนลงมาของร่องมรสุมที่จะเข้าพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีกำลังปานกลางอย่างต่อเนื่อง
สรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 3 กันยายน 2569 มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 54,024 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 67% ของความจุเก็บกัก) โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้จริงอยู่ที่ 29,902 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 53%)
ปริมาณน้ำแยกตามรายภูมิภาค
- ภาคตะวันตก ปริมาณน้ำ 23,100 ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุ) - มีสัดส่วนน้ำสะสมสูงสุด
- ภาคเหนือ ปริมาณน้ำ 17,249 ล้าน ลบ.ม. (63% ของความจุ)
- ภาคใต้ ปริมาณน้ำ 4,904 ล้าน ลบ.ม. (64% ของความจุ)
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำ 6,218 ล้าน ลบ.ม. (52% ของความจุ)
- ภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ 1,760 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุ)
- ภาคกลาง ปริมาณน้ำ 793 ล้าน ลบ.ม. (42% ของความจุ)
สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและเกษตรกรรมของภาคกลาง มีสถานการณ์น้ำสะสมใน 4 เขื่อนหลัก ดังนี้
- เขื่อนภูมิพล (จ.ตาก) ปริมาณน้ำสะสม 7,682 ล้าน ลบ.ม. (57%)
- เขื่อนสิริกิติ์ (จ.อุตรดิตถ์) ปริมาณน้ำสะสม 6,952 ล้าน ลบ.ม. (73%)
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน (จ.พิษณุโลก) ปริมาณน้ำสะสม 400 ล้าน ลบ.ม. (43%)
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (จ.ลพบุรี) ปริมาณน้ำสะสม 396 (45%)
ปริมาณน้ำสะสมรวมของทั้ง 4 เขื่อนอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งยังคงมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับรองรับน้ำฝนและน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงมรสุมตลอดเดือนกันยายนนี้
ประกาศเตือนภัย สทนช. ฉบับที่ 2/2569: เฝ้าระวังแม่น้ำโขงล้นตลิ่งท่วม 4 จังหวัดอีสาน
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ออกประกาศฉบับที่ 2/2569 แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเสี่ยงเอ่อล้นตลิ่งในช่วงวันที่ 3–6 กันยายน 2569 โดยคาดการณ์ว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2.0 – 4.8 เมตร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ระดับน้ำจะเกินระดับวิกฤติและหลากเข้าท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ
พื้นที่เสี่ยงภัยริมแม่น้ำโขงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
- จังหวัดหนองคาย อ.สังคม, อ.ศรีเชียงใหม่, อ.ท่าบ่อ, อ.เมืองหนองคาย, อ.โพนพิสัย และ อ.รัตนวาปี
- จังหวัดบึงกาฬ อ.ปากคาด, อ.เมืองบึงกาฬ, อ.บุ่งคล้า และ อ.บึงโขงหลง
- จังหวัดนครพนม อ.บ้านแพง, อ.ท่าอุเทน, อ.เมืองนครพนม และ อ.ธาตุพนม
- จังหวัดมุกดาหาร อ.หว้านใหญ่, อ.เมืองมุกดาหาร และ อ.ดอนตาล
นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังบริเวณริมลำน้ำสาขาของประเทศไทยที่ไม่สามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงได้สะดวกอันเนื่องมาจากภาวะน้ำหนุน ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนริมน้ำโดยรอบ
ข้อแนะนำและมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือ
เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น สทนช. ได้ประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงดำเนินการ ดังนี้
- หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น ให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงของพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา
- การระบายน้ำ ติดตามการระบายน้ำของลำน้ำสาขาไม่ให้เกิดการกระจุกตัว และเร่งพร่องน้ำในพื้นที่รับน้ำ
- ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ยกสิ่งของและทรัพย์สินขึ้นที่สูง ขยับสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ปลอดภัย และติดตามการประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทยในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งปัจจัยฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ช่วงวันที่ 4–8 ก.ย. 69 รวมถึงวิกฤตระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 3–6 ก.ย. 69 ขอให้ประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานริมน้ำโขงและพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับมือและติดตามข่าวสารอัปเดตจาก สทนช. และกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง





