วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

สทนช.จับมือ ก.พ.ร. ปรับใหญ่แผนน้ำ 20 ปี ใช้ 'Joint KPI' เชื่อมงบฯ เร่งแก้ 5 ปมบริหารน้ำ

สทนช. ผนึก ก.พ.ร. ปรับกลไกขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี หลังพบปัญหา หลายเป้าหมายต่ำกว่าแผน เตรียมใช้ “Joint KPI” เป็นตัวชี้วัดร่วม เชื่อมโยงการจัดทำแผนงานและงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2571

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศว่า รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) และปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนแม่บทฯ ฉบับปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566–2580 ตามที่ สทนช.เสนอ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567

แผนแม่บทฯ กำหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุลและมีพลวัต เพื่อความมั่นคงด้านน้ำในทุกมิติ” ครอบคลุมการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการ

สำหรับเป้าหมายสำคัญของแผน ได้แก่ การก่อสร้างและพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านรวม 32,701 แห่ง ครอบคลุม 7.2 ล้านครัวเรือน จัดหาแหล่งน้ำสำรอง 174.13 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มกำลังการผลิตประปาเป็น 2.88 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

สทนช.จับมือ ก.พ.ร. ปรับใหญ่แผนน้ำ 20 ปี ใช้ 'Joint KPI' เชื่อมงบฯ เร่งแก้ 5 ปมบริหารน้ำ

ด้านความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ตั้งเป้าพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน 7,774 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 10.38 ล้านไร่ เพิ่มความจุแหล่งน้ำเดิม 57 ล้านลูกบาศก์เมตร จัดรูปที่ดินในพื้นที่ชลประทานเดิม 3 ล้านไร่ และส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ 45,000 ไร่

ส่วนการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ตั้งเป้าปรับปรุงลำน้ำสายหลัก 1,978.14 กิโลเมตร จัดทำระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 380 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 779,985 ไร่ พร้อมบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำเพื่อลดน้ำหลาก 1,704 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนการปรับตัวและเผชิญเหตุใน 37 ลุ่มน้ำสาขา และปรับปรุงเขื่อนให้รองรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ มีเป้าหมายฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 1.375 ล้านไร่ ลดการชะล้างพังทลายของดิน 2.65 ล้านไร่ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 759 แห่ง นำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ 150 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติ 47,255 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 1.8 ล้านไร่

ขณะที่ด้านการบริหารจัดการ มุ่งจัดทำอนุบัญญัติภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้ครบถ้วน จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทุกระดับ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการน้ำ 6,000 หมู่บ้าน พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัย และจัดทำผังน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำ

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน พบว่าความก้าวหน้าของแต่ละแผนแตกต่างกัน โดยบางโครงการบรรลุเป้าหมาย ขณะที่หลายโครงการยังล่าช้าหรือจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้มากขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายในช่วงแรกของแผนระหว่างปี 2566–2570

ในส่วนของระบบประปาหมู่บ้าน ตั้งเป้าพัฒนาไว้ 3.98 ล้านครัวเรือน แต่ดำเนินการได้ 632,985 ครัวเรือน หรือคิดเป็นความก้าวหน้า 15.90% ขณะที่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำตั้งเป้า 425,000 ไร่ ดำเนินการได้ 138,543 ไร่ หรือ 30.60% ส่วนการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียตั้งเป้า 38 แห่ง ดำเนินการได้ 22 แห่ง หรือ 57.98%

ด้านการพัฒนาระบบกระจายน้ำมีความก้าวหน้าใกล้เคียงเป้าหมาย โดยตั้งไว้ 2.72 ล้านไร่ ดำเนินการได้ 2.02 ล้านไร่ หรือ 74.26% ขณะที่การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนตั้งเป้า 1,888 ล้านลูกบาศก์เมตร ดำเนินการได้ 1,307 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70.43% สะท้อนว่ายังต้องเร่งขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมพื้นที่ขาดแคลนน้ำมากขึ้น

ตรงกันข้าม การป้องกันพื้นที่น้ำท่วมมีความก้าวหน้าเกินเป้าหมายถึง 270% จากเป้าหมาย 720,000 ไร่ สามารถดำเนินการได้ 1.95 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่แก้ปัญหาเฉพาะจุด จึงยังไม่เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในภาพรวม

“จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จำเป็นต้องเร่งยกระดับระบบป้องกันน้ำท่วม การระบายน้ำ และการบริหารจัดการให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศและความเสี่ยงในอนาคตได้จริง” นายชยันต์กล่าว

นายชยันต์กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายโครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย คือความไม่พร้อมของโครงการและข้อจำกัดด้านงบประมาณ ส่งผลให้การดำเนินงานไม่สอดคล้องกับความเร่งด่วนของปัญหา

ดังนั้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571 สทนช.เตรียมปรับกลไกการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ ครั้งใหญ่ โดยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนด “ตัวชี้วัดเชิงบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำ” หรือ Joint KPI เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการจัดทำแผนงานและโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณ

แนวทางดังกล่าวจะมุ่งแก้ “Pain Point” สำคัญของการบริหารจัดการน้ำทั้ง 5 ด้าน โดยด้านน้ำอุปโภคบริโภคจะเร่งยกระดับระบบประปาหมู่บ้านให้ได้มาตรฐาน จัดทำฐานข้อมูลระบบประปาทั่วประเทศ จัดหาแหล่งน้ำดิบสำรอง และบูรณาการหน่วยงานเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง

สทนช.จับมือ ก.พ.ร. ปรับใหญ่แผนน้ำ 20 ปี ใช้ 'Joint KPI' เชื่อมงบฯ เร่งแก้ 5 ปมบริหารน้ำ

ด้านความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต จะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพโครงการเดิมให้สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่ พร้อมเร่งพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่

ด้านน้ำท่วม จะปรับปรุงอ่างเก็บน้ำและระบบระบายน้ำเดิม เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จัดทำระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำในชุมชนเมืองสำคัญ ตลอดจนเร่งขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทบทวนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเป็นเป้าหมายเร่งด่วน

ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ จะเพิ่มโครงข่ายรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย ส่งเสริมการจัดเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสีย เพิ่มพื้นที่สีเขียวและการปลูกป่าโดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และประชาชน รวมถึงนำแนวทาง Nature-based Solutions มาใช้ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยมุ่งแก้ปัญหาในพื้นที่เสี่ยงการชะล้างพังทลาย ดินโคลนถล่ม และคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม

ส่วนด้านการบริหารจัดการ จะพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data และแพลตฟอร์มกลางด้านทรัพยากรน้ำ จัดทำแผนที่มีความยืดหยุ่นทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพิ่มสถานีตรวจวัดและระบบโทรมาตรในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่เสี่ยง นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ การพยากรณ์และแจ้งเตือนภัย ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้ผังน้ำในผังเมืองรวม และทบทวนกฎหมายและระเบียบด้านงบประมาณให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำ

สทนช.จับมือ ก.พ.ร. ปรับใหญ่แผนน้ำ 20 ปี ใช้ 'Joint KPI' เชื่อมงบฯ เร่งแก้ 5 ปมบริหารน้ำ

ทั้งนี้ สทนช.จะหารือร่วมกับ ก.พ.ร. เพื่อกำหนด Joint KPI ให้สะท้อนปัญหาและความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง พร้อมเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดทำงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปในทิศทางเดียวกัน

เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการหรือวงเงินลงทุน แต่คือการทำให้การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบมีความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการพัฒนา สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้น้ำ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงจากภัยแล้ง น้ำท่วม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยยึดหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ภายใต้เงื่อนไขของความรู้และคุณธรรม เพื่อให้ทรัพยากรน้ำเป็นฐานของคุณภาพชีวิตและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน