รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะ ก.ค.ศ. เคาะเกณฑ์ย้าย-รับโอนใหม่ ปลดล็อกขั้นตอนซ้ำซ้อน เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค. 69 พร้อมขยายโรงเรียนพื้นที่พิเศษเป็น 3,657 แห่ง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2569 วานนี้ (27 สิงหาคม 2569) ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ ศธ. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ ไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัว
เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ตาม ว 12/2566 ที่ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้มาระยะหนึ่งแล้ว และพบข้อจำกัด/ข้อกำหนดให้การย้าย เปลี่ยนตำแหน่ง และโอน ตามลำดับ ส่งผลให้บางกรณีใช้เวลานานและจำกัดทางเลือกในการบริหารตำแหน่งว่าง รวมถึงยังไม่มีการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เป็นระบบ รวมทั้งข้อจำกัดในการย้ายต่อเนื่องนั้น หลังจากที่ประชุมได้หารือร่วมกัน จึงได้เห็นชอบประกาศยกเลิกหลักเกณฑ์เดิม (ว 12/2566) พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดเดิมที่ต้องทำตามลำดับขั้นตอนจนล่าช้า และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังของเขตพื้นที่การศึกษา
โดยมีสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
เพิ่มความคล่องตัวของระดับปฏิบัติงานและชำนาญการ :
- "ปฏิบัติงาน/ชำนาญการ" ทาง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง สามารถเลือกวิธี "ย้าย เปลี่ยนตำแหน่ง หรือรับโอน" ได้ตามความเหมาะสม หรือพิจารณาหลายวิธีไปพร้อมกันได้ทันที โดยระบุเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ของทางราชการ
- "ชำนาญการพิเศษ" ยังคงเน้นให้ความสำคัญกับบุคลากรภายในก่อน โดยพิจารณาเรียงตามลำดับคือ "ย้าย-เปลี่ยนตำแหน่ง-รับโอน"
อนุญาตให้ย้ายต่อเนื่องได้ เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในการปฏิบัติงาน :
ส่วนราชการสามารถกำหนดปฏิทินการดำเนินงานได้ตามบริบทและภารกิจของตนเอง เพื่อความคุ้มค่าและเป็นระบบ :
กำหนดเกณฑ์เวลาถือครองตำแหน่ง โดย :
- ผู้ขอย้าย/เปลี่ยนตำแหน่ง ต้องดำรงตำแหน่งปัจจุบันมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ปี
- ผู้ขอโอน ต้องดำรงตำแหน่งมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ปี (เว้นแต่มีเหตุจำเป็นพิเศษ)
ยึดหลักการประเมินความเหมาะสม คุณสมบัติตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง และต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการและ อ.ก.ค.ศ. เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ :
"การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้นับเป็นการลดขั้นตอนทางราชการที่ซ้ำซ้อน เปิดโอกาสให้ส่วนราชการใช้ศักยภาพของบุคลากรได้สูงสุด และช่วยให้การบริหารจัดการตำแหน่งว่างในแต่ละพื้นที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น" รมว.ศธ. กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการกำหนดรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษฉบับใหม่ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการ ลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ สำหรับสายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและสนับสนุนความก้าวหน้าในวิชาชีพของครูและผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยากลำบากอย่างเป็นธรรม โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกและตรวจสอบสภาพจริงเพื่อทบทวนรายชื่อเดิม (ว 23/2565) จำนวน 3,490 แห่ง พร้อมเสนอเพิ่มโรงเรียนอีก 453 แห่ง ที่เข้าเกณฑ์ตาม ว 26/2565 รวมทั้งสิ้น 3,657 แห่ง
แบ่งตามสังกัด ดังนี้
- สพฐ. (การศึกษาขั้นพื้นฐาน) 2,739 แห่ง
- สกร. (ส่งเสริมการเรียนรู้) 901 แห่ง
- สอศ. (อาชีวศึกษา) 17 แห่ง
รมว.ศธ. กล่าวต่ออีกว่า ประกาศฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. จะนำรายชื่อสถานศึกษาทั้งหมดเข้าสู่ระบบ DPA เพื่อให้ผู้มีสิทธิใช้งานได้ทันที โดยยังคงรักษาสิทธิครูพื้นที่เดิม คือ ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาตามประกาศเดิม หากครบ 3 ปี และคุณสมบัติครบภายใน 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง โดยยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 ส่วนกรณีมีการย้ายหรือเปลี่ยนสถานศึกษา ยังสามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด



