กรมการปกครอง ผนึกกำลัง ปปง. ตัดวงจรฟอกเงิน ขยายผลยึดอายัดทรัพย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการพนันออนไลน์
กรณี กรมการปกครอง ผนึกกำลัง ปปง. ตัดวงจรฟอกเงิน ขยายผลยึดอายัดทรัพย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการพนันออนไลน์
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมกรมการปกครอง ชั้น 9 อาคารธนาลงกรณ์ทาวเวอร์ และผ่านระบบประชุมทางไกล (VCS/Zoom Meeting) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมการปกครอง โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมการปกครอง โดยมี ปลัดจังหวัด นายอำเภอ จ่าจังหวัด ป้องกันจังหวัด และข้าราชการฝ่ายปกครองทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบนโยบายให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจใน 4 มิติ ได้แก่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้เน้นย้ำให้ฝ่ายปกครองนำมาตรการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้ควบคู่กับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจัง
“ปัจจุบันอาชญากรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการพนันออนไลน์ โดยมีเงินที่ได้จากการกระทำความผิดเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่ทำให้ขบวนการเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ ดังนั้น การดำเนินคดีเฉพาะตัวผู้กระทำความผิดในพื้นที่จึงไม่เพียงพออีกต่อไป ฝ่ายปกครองต้องทำงานเชิงรุก ขยายผลไปถึงเส้นทางการเงิน และบูรณาการกับสำนักงาน ปปง. เพื่อใช้มาตรการทางทรัพย์สินในการตัดวงจรและทำลายรากฐานขององค์กรอาชญากรรม”
เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจเป็นระบบและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กรมการปกครองได้ยกระดับกลไกการทำงาน โดยแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมการปกครอง และจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมการปกครอง (ศปปง.ปค.)” ณ สำนักการสอบสวนและนิติการ (วังไชยา) เพื่อเป็นกลไกกลางในการประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายและขยายผลมาตรการทางทรัพย์สินในคดีความผิดมูลฐาน การข่าวและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาผู้เสียหายผ่านศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ และการกำกับดูแลสถานประกอบการและนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงในกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาต
ทั้งนี้ ฝ่ายปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติ อนุญาต และกำกับดูแลกิจการหลายประเภท อาทิ มูลนิธิ สมาคม กิจการค้าของเก่า โรงรับจำนำ และสถานบริการ จึงจำเป็นต้องยกระดับการตรวจสอบและกลั่นกรอง เพื่อป้องกันมิให้สถานประกอบการหรือนิติบุคคลถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน หรือเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ของกลุ่มทุนผิดกฎหมายและกลุ่มอิทธิพล โดยให้ตรวจสอบตั้งแต่วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง แหล่งที่มาของทุน การดำเนินกิจการจริง แหล่งที่มาของรายได้ ตลอดจนประวัติของผู้ยื่นคำขอ กรรมการ หรือผู้จัดการอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด (Designated Lists) จากสำนักงาน ปปง. และสหประชาชาติ (UN) ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อป้องกันมิให้กลไกของรัฐหรือใบอนุญาตที่ออกโดยฝ่ายปกครองถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
อธิบดีกรมการปกครองได้กำชับจังหวัด และอำเภอทั่วประเทศให้เร่งขับเคลื่อนภารกิจ โดยให้ใช้กลไกคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการข่าวกรองและสืบสวนขยายผลทรัพย์สินร่วมกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ พร้อมกำชับพนักงานฝ่ายปกครอง เมื่อพบการกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ขยายผลเส้นทางการเงิน รวบรวมพยานหลักฐาน และประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแจ้ง ศปปง.ปค. ทราบ
พร้อมกันนี้ ให้ขับเคลื่อนเครือข่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) สมาชิก อส. และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมสอดส่อง เฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแสพฤติการณ์อันควรสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินหรืออาชญากรรมทางการเงิน รวมทั้งกำหนดให้การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการบังคับใช้มาตรการทางทรัพย์สินเป็นวาระประจำในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้มีการติดตาม ประเมินผล และขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการติดตามผลการดำเนินงาน กำหนดให้จังหวัดและอำเภอรายงานผลมายังกรมการปกครองภายในวันที่ 11 ของทุกเดือน โดยหากพบเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบปล่อยปละละเลย หลีกเลี่ยง หรือเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามข้อสั่งการ ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการทางวินัยโดยทันที และรายงานกรมการปกครองทราบโดยด่วน





