วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

'Single Command' ยกระดับบริหารน้ำ รับมือเอลนีโญ–ฝนสุดขั้ว สั่งการเป็นเอกภาพ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบสภาพอากาศมีความแปรปรวนและเกิดเหตุการณ์สุดขั้วบ่อยครั้งขึ้น ทั้งภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และพายุรุนแรง ส่งผลให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจำเป็นต้องปรับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การเตรียมพร้อมและบูรณาการข้อมูลเพื่อรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมินว่า ช่วงปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ยังต้องจับตาความเสี่ยงจาก “สภาวะเอลนีโญ” ซึ่งอาจทำให้ฝนมีความแปรปรวน อุณหภูมิสูงขึ้น และบางพื้นที่เผชิญภาวะฝนน้อยหรือภัยแล้ง ขณะเดียวกันไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากน้ำท่วมจะลดลง เนื่องจากอาจเกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นและพื้นที่จำกัด หรือที่เรียกว่า “Rain Bomb” ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้

ช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 เป็นระยะที่ต้องติดตามสถานการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด เพราะหากความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อเนื่องถึงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนปี 2570 โดยปัจจัยที่ต้องบริหารควบคู่กันคือทั้งปริมาณน้ำต้นทุนและความแปรปรวนของฝน เพื่อให้สามารถรับมือได้ทั้งสถานการณ์น้ำมากและน้ำน้อย

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ โครงสร้าง และขั้นตอนการปฏิบัติตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจพัฒนาไปสู่ภาวะวิกฤต ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และวิกฤตจากเอลนีโญ

กลไกสำคัญคือการให้ สทนช. ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และกลั่นกรองสถานการณ์ ก่อนเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อพิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีจัดตั้ง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” (กอนช.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจแบบ “Single Command” เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ระดับวิกฤต

โครงสร้างดังกล่าวจะมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้อำนวยการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นรองผู้อำนวยการ พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการร่วมดำเนินงาน โดยมีรองเลขาธิการ สทนช. และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและเลขานุการ

ภารกิจของ กอนช. จะครอบคลุมตั้งแต่การติดตามข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์แนวโน้ม ประเมินพื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงการวางแผนบริหารจัดการน้ำตามระดับความรุนแรงและผลกระทบต่อประชาชน พร้อมแจ้งเตือนหน่วยงานปฏิบัติล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และหากเกิดการเปลี่ยนแปลงฉับพลันจะต้องแจ้งเตือนทันที

นอกจากนี้ กอนช. ยังมีอำนาจหน้าที่ในการบูรณาการ ควบคุม กำกับ และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ และงบประมาณเพื่อป้องกัน แก้ไข และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำ ตลอดจนประสานภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการทำงานของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และเร่งนำสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

'Single Command' ยกระดับบริหารน้ำ รับมือเอลนีโญ–ฝนสุดขั้ว สั่งการเป็นเอกภาพ

รองเลขาธิการ สทนช. ระบุว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูฝนปี 2569 รัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องจัดตั้งศูนย์บัญชาการเดี่ยวเต็มรูปแบบ แต่ได้ให้นำแนวทาง “Single Command” มาใช้เป็นกรอบการบูรณาการและสั่งการ เพื่อให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน โดย สทนช. จะติดตามสถานการณ์น้ำเป็นประจำวันละ 2 รอบ ทั้งช่วงเช้าและเย็น พร้อมปรับเกณฑ์การกักเก็บและระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

การบริหารน้ำต้นทุนจะประสานกับกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนกับการสำรองน้ำไว้ใช้หลังสิ้นสุดฤดูฝน ขณะเดียวกัน สทนช. จะพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์ปริมาณฝน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินปริมาณน้ำท่าและระบุพื้นที่เสี่ยงภัย

'Single Command' ยกระดับบริหารน้ำ รับมือเอลนีโญ–ฝนสุดขั้ว สั่งการเป็นเอกภาพ

สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดหาแหล่งน้ำสำรอง ทั้งการฟื้นฟูบ่อบาดาลและแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมกำชับให้ดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 อย่างเคร่งครัด รวมถึงเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์ในพื้นที่เสี่ยง และส่งต่อข้อมูลให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลและหน่วยงานด้านน้ำให้ความสำคัญกับการยกระดับความพร้อมของชุมชน โดยส่งเสริมการจัดอาสาสมัคร 4 ชุด ได้แก่ ชุดเฝ้าระวัง ชุดแจ้งเตือน ชุดเคลื่อนย้าย และชุดให้ความช่วยเหลือ เพื่อทำหน้าที่ตั้งแต่ติดตามสถานการณ์ แจ้งเตือนประชาชน อพยพผู้ประสบภัย ไปจนถึงดูแลประชาชนในศูนย์อพยพ

การปรับระบบดังกล่าวสะท้อนแนวทางบริหารจัดการน้ำที่มุ่งลดการทำงานแบบแยกส่วน โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน การแจ้งเตือนล่วงหน้า และการสั่งการที่เป็นเอกภาพเป็นกลไกหลัก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งได้อย่างทันท่วงทีและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด