วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

ข้าราชการครูสาว โดนหลอกเทรดหุ้น 2.4 ล้าน จับแก๊งเช่าบัญชีถอนเงิน

อัปเดต ข้าราชการครูสาว โดนมิจฉาชีพหลอกเทรดหุ้นน้ำมัน 2.4 ล้าน ล่าสุดตำรวจบุกจับแก๊งให้เช่าบัญชีพร้อมถอนเงิน

คดีดังอัปเดต ข้าราชการครูสาว โดนมิจฉาชีพ หลอกเทรดหุ้นน้ำมัน 2.4 ล้าน ล่าสุดตำรวจ บุกจับแก๊งให้เช่าบัญชีพร้อมถอนเงิน

สืบเนื่องจากได้มีผู้เสียหายเป็นหญิงข้าราชการ ครู รายหนึ่ง ได้ใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok ต่อมาได้พบคอนเทนต์เกี่ยวกับการเทรดหุ้นน้ำมัน พบผู้ใช้บัญชีหลายคนคอมเมนต์พูดคุยกันเรื่องได้ผลกำไรจากการเทรดหุ้น

ผู้เสียหายจึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้มีผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่งติดต่อมาหาผู้เสียหายแล้วชักชวนให้ร่วมลงทุน เทรดหุ้น โดยอ้างว่าจะมีครูผู้สอนช่วยแนะนำในการเทรดแต่ละครั้ง ซึ่งหากได้กำไรต้องแบ่งให้ครูผู้สอน จำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ ผู้เสียหายจึงตกลง

จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้าร่วมกลุ่มไลน์ ซื้อขายน้ำมัน และได้ลงทะเบียนพร้อมทำตามขั้นตอนที่แอดมินแนะนำ จากนั้นจะมีครูผู้สอนเข้ามาแนะนำการเทรด โดยหากเทรดแล้วต้องบันทึกภาพหน้าจอส่งไปให้ครูผู้สอน ผู้เสียหายจึงเริ่มโอนเงินลงทุนครั้งแรก จำนวน 5,000 บาท

เมื่อทำตามขั้นตอนที่ครูแนะนำจนเสร็จสิ้น ปรากฏว่าหน้าจอแสดงยอดเงินเป็น จำนวน 6,500 บาท และสามารถถอนผลกำไร จำนวน 1,500 บาท ออกมาได้จริง จึงโอนเงินเป็นครั้งที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ปรากฏว่าหน้าจอแสดงยอดเงินเป็น 63,500 บาท และสามารถถอนยอดกำไร จำนวน 13,500 บาท ออกมาได้จริง

ผู้เสียหายจึงหลงเชื่ออย่างสนิทใจและโอนเงินลงทุนเพิ่มอีกหลายครั้ง แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 2,450,000 บาท

 

ต่อมา ตำรวจไซเบอร์ พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สมพร บุตรวงศ์ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดออกสืบสวน

จากการตรวจสอบในระบบแจ้งความออนไลน์ พบว่า คดีนี้มีความเชื่อมโยงไปยังอีก 9 คดีในหลายท้องที่ มูลค่าความเสียหายรวม กันกว่า 7,500,000 บาท จึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 จนกระทั่งสามารถขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องจากศาลได้จำนวนหลายราย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวได้ จำนวน 2 ราย ได้แก่

1. นางสาว ส ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ จ.428/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค.69 จับกุมตัวได้ในพื้นที่ จ.หนองคาย

2. นาย ด ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ จ.426/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค.69 จับกุมตัวได้ในพื้นที่ จ.อุดรธานี

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าว ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกอีก จำนวน 2 ราย ได้แก่ นาย ส และ น.ส. ส

เบื้องต้น ผู้ต้องหาบางราย ยอมเปิดเผยว่า ตนเองพบเฟซบุ๊กบัญชีหนึ่งได้โพสต์ประกาศรับเช่าบัญชีรายสัปดาห์หรือ รายเดือน รายได้สูง และให้ค่าจ้าง 1 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่โอนเข้าบัญชี ตนเองจึงตัดสินใจรับโอนเงินจากกลุ่มขบวนการดังกล่าว ประมาณ 4-5 ครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท

เมื่อมียอดเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารแล้วตนเองก็จะไปถอนเงินสดจากธนาคารแล้วนำไปวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ตามที่ได้รับสั่งการ และได้รับค่าจ้างกลับมาประมาณ 10,000 – 20,000 บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงดำเนินคดีในข้อหา เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐาน โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”และ “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนโดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่คนอื่นเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด

ทั้งนี้ พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ขอฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ตำรวจไซเบอร์ขอเตือนประชาชนว่า การรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่ให้เช่า โดยยินยอมให้ผู้อื่นนำบัญชีธนาคารของตนไปใช้รับโอนเงิน ย่อมมีความผิดและบทลงโทษหนักตามกฎหมาย

ซึ่งแม้เจ้าของบัญชีจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือหลอกลวงผู้เสียหายโดยตรง แต่หากมีพฤติการณ์เป็นบัญชีม้า หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชี ก็ต้องถูกตรวจสอบ ถูกอายัดบัญชี และสุดท้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่หลอกลวง ซึ่ง ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ