วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

กยท.ผนึก 4 หน่วยงาน 3 ประเทศ วิจัย 'กรีดยางความถี่ต่ำ' ลดแรงงาน–ยกระดับยางไทย

กยท.เดินหน้าหนุนงานวิจัยยางพาราปีละกว่า 60 ล้านบาท ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานจาก 3 ประเทศ วิจัย “ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ” หวังลดการพึ่งพาแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสวน

KEY POINTS

  • กยท.เดินหน้าหนุนงานวิจัยยางพาราปีละกว่า 60 ล้านบาท ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานจาก 3 ประเทศ
  • วิจัย “ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ” หวังลดการพึ่งพาแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสวน
  • พร้อมต่อยอดคุณสมบัติยางธรรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มขีดแข่งขันอุตสาหกรรมยางไทยในตลาดโลก

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ วิทยาการ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงช่วยให้ภาครัฐเข้าใจปัญหาและสามารถนำผลวิจัยมาใช้กำหนดนโยบายและวางแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน กยท.จัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมกว่า 60 ล้านบาทต่อปี พร้อมเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นประจำทุกปี และร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงหน่วยงานวิจัยในต่างประเทศ โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 กยท.ลงนามหนังสือความร่วมมือโครงการ “การวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยางจากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ และปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับของเกษตรกร” ร่วมกับ 4 หน่วยงานจาก 3 ประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากประเทศไทย CIRAD จากฝรั่งเศส และบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสตรีส์ จำกัด จากญี่ปุ่น

เป้าหมายสำคัญคือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ (Low-Frequency Tapping System: LFTS) กับโครงสร้างและคุณสมบัติของยางธรรมชาติ รวมถึงศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร เพื่อผลักดันงานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” และนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิต

กยท.ผนึก 4 หน่วยงาน 3 ประเทศ วิจัย 'กรีดยางความถี่ต่ำ' ลดแรงงาน–ยกระดับยางไทย

ลดรอบกรีด ลดแรงงาน แต่รักษาผลผลิต

ระบบกรีดยางความถี่ต่ำเป็นแนวทางที่ลดจำนวนครั้งในการกรีดต้นยางจากระบบปกติ เช่น จากเดิมที่อาจกรีดทุก 1–2 วัน เป็นทุก 3 วัน 4 วัน หรือ 6 วัน โดยใช้สารกระตุ้นน้ำยาง เช่น เอทิฟอน เพื่อช่วยให้ต้นยางยังคงให้น้ำยางในปริมาณที่เหมาะสม

จุดเปลี่ยนสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่เทคนิคการกรีด แต่ยังอาจเปลี่ยน “วิถีชีวิต” ของเกษตรกรสวนยางด้วย จากเดิมที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 1–2 เพื่อออกกรีดยาง อาจสามารถปรับมากรีดในช่วงกลางวันและเว้นระยะการกรีดให้นานขึ้น ช่วยเพิ่มเวลาพักผ่อน ลดความเสี่ยงจากสัตว์มีพิษ เช่น งูและตะขาบ ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการจ้างแรงงาน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญของภาคการผลิต ขณะที่ยังมุ่งรักษาปริมาณผลผลิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม

กยท.ผนึก 4 หน่วยงาน 3 ประเทศ วิจัย 'กรีดยางความถี่ต่ำ' ลดแรงงาน–ยกระดับยางไทย

เจาะลึกคุณสมบัติยาง ต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

การวิจัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ การศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการยอมรับระบบกรีดยางความถี่ต่ำของเกษตรกร เพื่อทำความเข้าใจทั้งข้อจำกัดและเงื่อนไขที่จะทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้จริง

ส่วนที่สอง เป็นการศึกษาโครงสร้าง คุณสมบัติทางชีวเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพของยางธรรมชาติที่ได้จากระบบกรีดความถี่ต่ำ เพื่อนำไปพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่ายางธรรมชาติ โดยบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านยางสำหรับผลิตยางล้อ จะนำความรู้ด้านคุณสมบัติ ความยืดหยุ่น และความทนทานของยางมาร่วมศึกษาวิจัยกับสถาบันการศึกษา

ขณะเดียวกัน KAPI และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและเทคโนโลยียางธรรมชาติ วิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยาง รวมถึงวางแผนการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเก็บข้อมูลด้านน้ำ ดิน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการพัฒนาระบบกรีดความถี่ต่ำในระยะต่อไป

ด้าน กยท.จะรับบทเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนภาคสนาม ทั้งการจัดเตรียมพื้นที่วิจัย คัดเลือกเกษตรกร สนับสนุนบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทดสอบคุณสมบัติยาง และจัดเตรียมแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผลวิจัยสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิตของประเทศ

นายโกศลกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำจุดแข็งของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยระดับนานาชาติ และภาคอุตสาหกรรมมาผสานกัน เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และเป็นรากฐานในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของไทยทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการแข่งขันในตลาดโลก

องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลของระบบกรีดยางความถี่ต่ำต่อคุณภาพและสมบัติของยางธรรมชาติ จะช่วยต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยพัฒนาแนวทางจัดการสวนยางที่ลดการพึ่งพาแรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภาคการผลิตในปัจจุบัน รวมถึงการพัฒนาการปลูกพืชที่เหมาะสมร่วมกับยาง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร โดยไม่ทำให้ผลผลิตยางลดลง 

นายโกศลย้ำว่า อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ของเกษตรกร หากสามารถเชื่อมงานวิจัยเข้ากับการใช้งานจริงได้ จะไม่เพียงช่วยเพิ่มคุณภาพและมูลค่ายางธรรมชาติ แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวสวนยาง ควบคู่กับการเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางไทยอย่างยั่งยืน