วันนี้ (13 สิงหาคม 2569) เวลา 08.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยข้าราชการการเมือง ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพญ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับนโยบายสถานศึกษาปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเป้าหมายของการจัดตั้ง "ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ" กระทรวงศึกษาธิการ คือการสร้างกลไกการดูแลความปลอดภัยที่ยั่งยืน ซึ่งในอนาคตจะมีการบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ศูนย์แห่งนี้คงอยู่ถาวรในการคุ้มครองนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือผู้บริหารก็ตาม
ทั้งนี้ รมว.ศธ. ได้กล่าวสรุปกรอบการดำเนินงานและสั่งการสำคัญในที่ประชุม 4 ประการ ได้แก่
1. ระบบการยืนยันตัวตน (Authentication) : ผู้แจ้งเหตุต้องมีระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีแจ้งข้อมูลลวงสร้างความเข้าใจผิด แต่ในกรณีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน ให้พัฒนาระบบสายด่วน (Hotline) ควบคู่กันเพื่อให้ช่วยเหลือได้ทันที
2. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ Cybersecurity : ต้องรักษาความลับของผู้แจ้งเหตุเพื่อความปลอดภัยสูงสุด พร้อมทั้งยกระดับการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ของระบบสถานศึกษา
3. การเชื่อมโยงข้อมูลแบบไร้รอยต่อ (Seamless Data Integration) : ข้อมูลการแจ้งเหตุต้องสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกได้ เช่น ประวัติการรักษาหรือสวัสดิการสังคม เพื่อการช่วยเหลือที่ต่อเนื่องและครอบคลุม
4. การบูรณาการผ่าน Super App "EduPass" : มอบหมายให้นำช่องทางของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ทั้งระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร, Traffy EDU ของ ศธ. และ SoSafe เข้าไปอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ของแอปพลิเคชัน "EduPass" เพื่อให้ใช้งานง่ายผ่าน Digital ID เดียวกัน (Edu ID และ Learner ID)
ด้าน รมช.ศธ. กล่าวว่า ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา คณะทำงานได้เร่งวางระบบโครงสร้างและระเบียบกฎหมายรองรับอย่างต่อเนื่อง โดย ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ มีเป้าหมายสำคัญคือการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้แจ้งเรื่องร้องเรียนได้อย่างเปิดเผยและเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งในระยะเร่งด่วนได้นำระบบ Traffy EDU ของ ศธ. มาเริ่มใช้รับเรื่องร้องเรียนทันที พร้อมวางกำหนดการจัดอบรมออนไลน์แก่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ทั่วประเทศในอาทิตย์นี้ เพื่อให้ทุกพื้นที่ตื่นตัวและพร้อมเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยมุ่งหวังให้ศูนย์แห่งนี้ขับเคลื่อนอย่างมั่นคงและยั่งยืนคู่กับกระทรวงศึกษาธิการต่อไป
"กระทรวงศึกษาธิการได้วางระบบให้มีศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ในส่วนกลางเพื่อเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ในโรงเรียนทุกแห่งอย่างเป็นระบบ โดยในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ จะมีจัดฝึกอบรมออนไลน์แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการรับแจ้งเหตุ และจะเริ่มประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการเข้าใช้งานระบบแก่ประชาชนและนักเรียนตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป"
การดำเนินการระยะสั้นผ่านระบบฯ นี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อให้ใช้งานได้ทันที ส่วนแผนระยะยาวจะนำฟีเจอร์ของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Super App "Edu Pass" ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ของกระทรวงฯ ที่จะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในเดือนมกราคม 2570 โดยระบบดังกล่าวจะบังคับให้มีการยืนยันตัวตน (Student ID/Teacher ID) ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน เช่น ประวัติการรักษาพยาบาลกับกระทรวงสาธารณสุข หรือการส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ร่วมกับตำรวจและชุมชนในกรณีเกิดเหตุรุนแรง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ครอบคลุมบุคลากรทางการศึกษาทุกคนอย่างยั่งยืน



