กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ลดการเผาตอซังและฟางข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวเป็นทางเลือกแทนการเผา หวังลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ควบคู่กับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับการทำนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นางกุลธิดา ดอนอยู่ไพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์
ปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มรู้จักและสนใจการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวมากขึ้น ทั้งจากการบอกต่อระหว่างเกษตรกรและการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน ส่งผลให้มีเกษตรกรติดต่อขอคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และหลายรายสั่งซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปทดลองใช้ในแปลงนา
จากการใช้งานพบว่า จุลินทรีย์สามารถช่วยย่อยสลายตอซังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหา “ข้าวเมาตอซัง” ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตลดลง รวมถึงช่วยลดปัญหาข้าวดีดและข้าวเด้งที่พบในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเกษตรกรเริ่มมีความเข้าใจตรงกันว่า การเผาตอซังไม่ใช่ทางออก แต่ต้องการวิธีที่ช่วยให้ฟางข้าวย่อยสลายได้รวดเร็ว ต้นทุนไม่สูง และสามารถเตรียมแปลงให้ทันฤดูกาลเพาะปลูก
นางกุลธิดากล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์จะให้ผลดีที่สุดเมื่อผสมกับปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 เพื่อเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ โดยควรหมักประมาณ 5–7 วัน หรือหากมีเวลาสามารถหมักนาน 7–15 วัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลาย อย่างไรก็ตาม แม้เกษตรกรบางรายจะนำไปใช้โดยไม่ผสมปุ๋ยตามคำแนะนำ ก็ยังพบผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งในด้านการลดปัญหาตอซัง ส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นข้าว และช่วยลดวัชพืชในนาข้าว
สำหรับพื้นที่นาขนาดใหญ่ กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ประยุกต์ใช้โดรนในการหว่านจุลินทรีย์ร่วมกับปุ๋ย เพื่อลดค่าแรงงาน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 50–60 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกันยังช่วยให้การกระจายจุลินทรีย์ทำได้สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากขึ้น
คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรคือ ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังในอัตรา 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย 3–5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือใช้ปุ๋ยหมักในอัตราที่เหมาะสมกับปริมาณฟางข้าวในแปลง เพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลาย หลังจากนั้นสามารถเตรียมแปลงปลูกได้ตามปกติ
แนวทางดังกล่าวช่วยลดการไถพรวนซ้ำ ลดต้นทุนการเตรียมดิน และช่วยคืนธาตุอาหารสำคัญ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม กลับคืนสู่ดิน ส่งผลให้ต้นข้าวแตกกอดี แข็งแรง และเพิ่มศักยภาพการให้ผลผลิตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สภาพพื้นที่ของแต่ละจังหวัดมีข้อจำกัดแตกต่างกัน โดยเฉพาะจังหวัดอุตรดิตถ์ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และการบริหารจัดการน้ำ ทำให้เกษตรกรต้องการให้กระบวนการย่อยสลายเสร็จภายในประมาณ 3 วัน กรมวิชาการเกษตรจึงเตรียมศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง และตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรแต่ละพื้นที่มากขึ้น
ด้านนายมนัส ธูปเมฆ เกษตรกรบ้านต่อใต้ ตำบลเทิดศักดิ์ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า เดิมพื้นที่ทำนามีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องจนสภาพดินเริ่มเสื่อมโทรม ก่อนจะได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปรับเปลี่ยนแนวทางมาสู่การทำนาที่ลดการใช้สารเคมี พร้อมนำจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวของกรมวิชาการเกษตรมาใช้
นายมนัสระบุว่า การใช้จุลินทรีย์ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมี รวมถึงสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยนาข้าว 1 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 800–1,000 กิโลกรัม จากเดิมที่ได้เพียง 600–700 กิโลกรัมต่อไร่
เขากล่าวด้วยว่า ในอดีตเกษตรกรจำนวนมากเลือกเผาตอซังเพราะเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วในการเตรียมแปลง แต่ผลที่ตามมาคือควันพิษและฝุ่นละออง PM2.5 จึงอยากเชิญชวนเกษตรกรทั่วประเทศร่วมกัน “หยุดเผา เปลี่ยนฟางเป็นปุ๋ย เปลี่ยนตอซังเป็นพลังของผืนดิน”
การนำจุลินทรีย์มาย่อยสลายตอซังและฟางข้าวจึงเป็นอีกทางเลือกในการลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และฟื้นฟูดินไปพร้อมกัน พร้อมสร้างระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในระยะยาวจะนำไปสู่ทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรและอากาศที่สะอาดขึ้นสำหรับทุกคน



