วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

สทนช.ชู Single Command ยกระดับบัญชาการน้ำ รับมือเอลนีโญ-ฝนแปรปรวนปี 69-70

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้สภาพอากาศแปรปรวนและเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วถี่และรุนแรงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าในช่วงปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก “สภาวะเอลนีโญ” ซึ่งอาจทำให้วัฏจักรฝนเกิดความแปรปรวน หลายพื้นที่มีฝนน้อย อุณหภูมิสูงขึ้น และเสี่ยงต่อภาวะภัยแล้ง

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 เป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์เอลนีโญเป็นพิเศษ เนื่องจากมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลต่อเนื่องถึงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนปี 2570 ทั้งในด้านอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณฝนที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้มีเฉพาะภัยแล้ง เพราะแม้ปริมาณฝนโดยรวมอาจต่ำกว่าค่าปกติ แต่รูปแบบการตกของฝนอาจมีความแปรปรวนสูง โดยบางพื้นที่อาจเผชิญฝนตกหนักมากในช่วงเวลาสั้นและครอบคลุมพื้นที่จำกัด หรือที่เรียกว่า “Rain Bomb”ซึ่งสามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำจึงต้องเตรียมรับทั้งภาวะน้ำมากและน้ำน้อยควบคู่กัน

สทนช.ชู Single Command ยกระดับบัญชาการน้ำ รับมือเอลนีโญ-ฝนแปรปรวนปี 69-70

ตั้ง “Single Command” บริหารน้ำภาวะวิกฤติ

เพื่อยกระดับการรับมือภัยพิบัติด้านน้ำที่มีแนวโน้มซับซ้อนและรุนแรงขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ โครงสร้าง และขั้นตอนการปฏิบัติตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561

หนึ่งในกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ให้ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์บัญชาการเดี่ยว (Single Command)” สำหรับบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในภาวะวิกฤต เพื่อให้การตัดสินใจและการสั่งการของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น

สทนช.ชู Single Command ยกระดับบัญชาการน้ำ รับมือเอลนีโญ-ฝนแปรปรวนปี 69-70

โครงสร้างดังกล่าวกำหนดให้รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายทำหน้าที่ผู้อำนวยการ ขณะที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นรองผู้อำนวยการ พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการร่วมเป็นคณะทำงาน โดยมีรองเลขาธิการ สทนช. และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและเลขานุการ

กอนช.จะมีบทบาทในการเสนอแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ และงบประมาณ เพื่อป้องกัน แก้ไข และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำ ให้สอดคล้องกับแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้ง รวมทั้งประสานหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) และเร่งคลี่คลายสถานการณ์น้ำให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ฝนแปรปรวน ต้องเก็บน้ำ-เตรียมรับ “Rain Bomb”

นายไพฑูรย์กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในการรับมือเอลนีโญคือการบริหาร น้ำต้นทุนในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลัก ให้มีประสิทธิภาพ โดยในช่วงฤดูฝนต้องเร่งกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด ภายใต้หลักเกณฑ์การบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อสำรองน้ำไว้สำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดฤดูฝน

ขณะเดียวกันต้องไม่ประมาทกับฝนที่อาจตกหนักผิดปกติหรือนอกฤดูกาล เพราะปริมาณฝนที่มากเกินคาดในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคกลาง จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือความเสี่ยงล่วงหน้าอย่างรอบด้าน

สำหรับฤดูฝนปี 2569 รัฐบาลได้สั่งการให้ สทนช. ยกระดับการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงรุก แม้สถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องเปิดศูนย์บัญชาการเดี่ยวเต็มรูปแบบ แต่จะนำแนวทาง Single Command มาใช้ในการประสานและบูรณาการสั่งการ เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

หนึ่งในกลไกสำคัญคือการแจ้งเตือนหน่วยงานปฏิบัติล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เมื่อประเมินว่ามีแนวโน้มเกิดสถานการณ์วิกฤต แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์อย่างฉับพลัน จะดำเนินการแจ้งเตือนทันที

เร่งสำรองน้ำรับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

ส่วนพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในช่วงฝนทิ้งช่วง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งสำรวจและจัดหาแหล่งน้ำสำรอง ทั้งการฟื้นฟูบ่อบาดาลและแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค

พร้อมกันนี้ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งส่งต่อข้อมูลให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน และเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็นในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าระงับเหตุและลดผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว

ดึงชุมชนเป็นแนวหน้า รับมือภัยพิบัติ

นอกจากระบบบัญชาการระดับประเทศแล้ว สทนช.ให้ความสำคัญกับ “การเตรียมความพร้อมของชุมชน” โดยส่งเสริมให้แต่ละพื้นที่จัดตั้งอาสาสมัคร 4 ชุด เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่

ชุดเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์และจุดเสี่ยงในพื้นที่

ชุดแจ้งเตือน ถ่ายทอดข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนเมื่อมีแนวโน้มเกิดภาวะวิกฤต

ชุดเคลื่อนย้าย ช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

ชุดให้ความช่วยเหลือ ดูแลประชาชนที่ศูนย์อพยพ

กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายให้ชุมชนสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่ง ขณะที่ภาครัฐจะสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ เครื่องมือ และการปฏิบัติงานที่จำเป็น

การผลักดัน Single Command จึงถือเป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำจากระบบที่หลายหน่วยงานปฏิบัติแยกส่วน ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ การแจ้งเตือน และการสั่งการภายใต้ทิศทางเดียวกัน

สทนช.ชู Single Command ยกระดับบัญชาการน้ำ รับมือเอลนีโญ-ฝนแปรปรวนปี 69-70

ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และฝนตกผิดฤดูกาล การมีระบบบัญชาการที่เป็นเอกภาพจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการรวมศูนย์อำนาจ แต่เป็นการทำให้ข้อมูลและการตัดสินใจเดินไปพร้อมกัน เพื่อให้การรับมือวิกฤติน้ำทำได้เร็วขึ้น และลดความเสียหายต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด