รัฐบาลสั่ง 14 จังหวัดภาคใต้รับมืออุทกภัย-ภัยแล้ง งัด 4 มาตรการด่วน ซักซ้อมแผน ตั้งศูนย์พักพิง ใช้เทคโนโลยีบริหารน้ำ เฝ้าระวังฝน 2 ช่วง
รัฐบาลเดินหน้าบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นเอกภาพ สั่งการ 14 จังหวัดภาคใต้เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและภัยแล้งครอบคลุมทุกมิติ ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดตั้งศูนย์พักพิง พร้อมนำเทคโนโลยีวิเคราะห์น้ำแม่นยำ เร่งดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนที่ตกในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบให้เกิดอุทกภัยในบางจุด ขณะที่อีกหลายจังหวัดยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์การขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด
รัฐบาลภายใต้ข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมาโดยตลอด
นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีฤดูฝนแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่:
- ฝั่งอันดามัน เริ่มมีฝนตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป
- ฝั่งอ่าวไทย จะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคมของปีถัดไป
เปิด 4 มาตรการเร่งด่วน เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคใต้
เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้วางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- ซักซ้อมแผนและเตรียมจุดพักพิง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำรวจพื้นที่จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว กำหนดจุดจอดรถยนต์กรณีน้ำท่วมสูง และเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน
- บูรณาการเทคโนโลยีจัดการน้ำ มอบหมายสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมชลประทาน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมอุตุนิยมวิทยา นำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันอย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์
- ความปลอดภัยและระบบสื่อสารสำรอง ประสานกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ตรวจตราดูแลความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชน พร้อมจัดเตรียมระบบการสื่อสารสำรองในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
- การแพทย์และกลุ่มเปราะบาง ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และ รพ.สต. เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยเน้นย้ำการให้ความช่วยเหลือ "กลุ่มเปราะบาง" เป็นอันดับแรก
ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และอาสาสมัคร ร่วมมือกันอย่างเคร่งครัด และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ให้เร่งเข้าสำรวจ ฟื้นฟูบ้านเรือนและสิ่งสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด



