วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการ มธ.เตือน 'ข่าวความรุนแรง' กระทบสุขภาพจิต ชี้เสพซ้ำอาจกระตุ้นความกลัว–วิตกกังวล แนะรัฐ-สื่อร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัย

นักวิชาการ มธ.ชี้เหตุการณ์รุนแรงต่อเนื่องในสังคม กระทบสุขภาพจิต - กาย แนะ 3 วิธีป้องกันผลกระทบ เสนอภาครัฐ เร่งจัดการปัญหาจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช. ส่วนสื่อควรเสนอเนื้อหา ไม่เน้นเร้าอารมณ์

ดร.ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต สาขาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ชี้ เหตุความรุนแรง และคดีอุกอาจที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่คดีฆาตกรรม 5 ศพ ตำรวจขู่ยัดยาบังคับถ่ายคลิปอนาจาร เหตุฉุดหญิงสาวขณะออกกำลังกายหวังข่มขืนในห้องน้ำสาธารณะ โชเฟอร์แท็กซี่ควงมีดไล่ไรเดอร์จากเหตุไม่พอใจเสียงแตร ไปจนถึงเหตุกราดยิงในสถานศึกษา ล้วนมีโอกาสทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยและวิตกกังวลในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเปราะบางทางจิตใจและผู้เคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรง แนะรัฐบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ขณะที่สื่อต้องนำเสนออย่างมีจริยธรรม ไม่เร้าอารมณ์จนซ้ำเติมสุขภาพจิตผู้รับสาร

ดร.ชลาลัย ระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถส่งผลให้ประชาชนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและวิตกกังวลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยผลกระทบอาจเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษในกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบางทางสุขภาพจิต เช่น ผู้ที่มีปัญหาด้านจิตใจอยู่เดิม หรือผู้ที่เคยเป็นเหยื่อ รวมถึงครอบครัวของผู้ประสบเหตุความรุนแรงในลักษณะเดียวกัน

โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลเหล่านี้รับรู้ข่าวเหตุการณ์รุนแรงในลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นตัวกระตุ้นให้อารมณ์หรือความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นจากประสบการณ์ในอดีตกลับมาอีกครั้ง และอาจทำให้อาการทางจิตใจที่เคยมีอยู่กำเริบหรือรุนแรงขึ้นได้

นักวิชาการ มธ.เตือน 'ข่าวความรุนแรง' กระทบสุขภาพจิต ชี้เสพซ้ำอาจกระตุ้นความกลัว–วิตกกังวล แนะรัฐ-สื่อร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัย

รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่น สื่อควรลดการเร้าอารมณ์

ดร.ชลาลัย กล่าวว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเหตุการณ์ความรุนแรงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกัน ปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่ารัฐสามารถทำหน้าที่สร้างความปลอดภัยให้กับคนในสังคมได้ และไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนก็มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข่าวความรุนแรง โดยควรใช้วิจารณญาณและยึดหลักจริยธรรมในการทำข่าว พร้อมเน้นการนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่สร้างสรรค์และให้ความรู้แก่สังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจเหตุการณ์ร่วมกัน มากกว่าการนำเสนอที่มุ่งกระตุ้นอารมณ์เพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ในหลายกรณี นอกจากการนำเสนอข้อเท็จจริงของเหตุการณ์แล้ว ยังพบการนำเสนอข่าวความรุนแรงในลักษณะกระตุ้นเร้าอารมณ์ เนื่องจากสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมและทำให้เกิดความรู้สึกร่วมได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้รับสาร โดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์หรือภาวะเปราะบางทางจิตใจอยู่เดิม

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันหลายภาคส่วน และจริงๆ แล้วไม่ควรเป็นภาระของคนในสังคมที่ต้องมาคอยดูแลสภาพจิตใจกันเอง ฉะนั้นจึงต้องมีการทำงานของสื่อมวลชนร่วมด้วย รวมถึงภาครัฐและผู้บังคับใช้กฎหมายก็ควรมีบทบาททำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด” ดร.ชลาลัย กล่าว
 

ผลกระทบ สะเทือนใจถึงวิตกกังวลเรื้อรัง

นักวิชาการด้านจิตวิทยา มธ. กล่าวว่า ผลกระทบทางจิตใจจากการรับรู้เหตุการณ์ความรุนแรงในสังคมสามารถเกิดขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่ความรู้สึกสะเทือนใจและวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป

ในบางรายอาจเกิดความรู้สึกเชิงลบที่รุนแรงขึ้น เช่น รู้สึกกลัว ใจสั่น ใจเต้นแรง หรือมีเหงื่อออกตามฝ่ามือเมื่ออ่านข่าวหรือนึกถึงเหตุการณ์ที่ปรากฏในข่าว อาการเหล่านี้สะท้อนว่าความวิตกกังวลเริ่มแสดงออกผ่านทางร่างกาย

หากการรับรู้ข่าวความรุนแรงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจมากขึ้น อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม เช่น ความอยากอาหารลดลง หรือนอนไม่หลับ และหากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวิตกกังวล (Anxiety) หรือภาวะซึมเศร้า (Depression) ในอนาคตได้

3 วิธีดูแลสุขภาพจิต เมื่อรับข่าวความรุนแรง

ดร.ชลาลัย แนะนำแนวทางดูแลสุขภาพจิตสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการรับรู้ข่าวเหตุการณ์ความรุนแรง ดังนี้

1. เสพข่าวอย่างมีวิจารณญาณและพอเหมาะพอควร

ประชาชนควรเลือกและจำกัดการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคมอย่างเหมาะสม หากพบว่าเนื้อหาที่นำเสนอผ่านสื่อมีลักษณะเน้นการกระตุ้นอารมณ์มากเกินไป จนทำให้เกิดความรู้สึกร่วมอย่างรุนแรง ควรตระหนักว่าการรับข่าวในรูปแบบดังกล่าวอาจไม่เป็นผลดีต่อสภาพจิตใจ และควรหลีกเลี่ยงหรือหยุดรับเนื้อหาลักษณะนั้น พร้อมเลือกเสพข่าวที่เน้นข้อเท็จจริงและให้ความรู้แก่สังคมแทน

2. สำรวจและตระหนักรู้สภาพจิตใจของตนเอง

ควรหมั่นสังเกตอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองระหว่างรับชมข่าว หากพบว่าตนเองมีความอ่อนไหวมากขึ้น หรือไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ แม้จะหยุดรับข่าวไปแล้ว แต่อารมณ์หรือความรู้สึกดังกล่าวยังคงค้างอยู่ในจิตใจเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสภาพจิตใจกำลังรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้ยาก

3. ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่ออาการเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน

การตัดสินใจพบจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อปรึกษาและรับการดูแลรักษา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเมื่ออาการทางจิตใจเริ่มส่งผลต่อร่างกายและการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ใจสั่น เหงื่อออกตามฝ่ามือ ตื่นกลัว นอนไม่หลับ หรือตื่นตระหนกและวิตกกังวลง่าย

“ความวิตก” มีประโยชน์ หากอยู่ในระดับเหมาะสม

ดร.ชลาลัย กล่าวว่า ความวิตกกังวลหรืออาการที่เกิดขึ้นจากการรับชมข่าวความรุนแรง หากไม่ได้เกิดขึ้นในระดับที่มากเกินไป ก็สามารถมีประโยชน์ได้ในแง่ของการทำให้บุคคลตระหนักถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยของสถานที่ต่างๆ ที่อาจมีความเสี่ยง และสามารถนำไปสู่การหลีกเลี่ยงสถานที่ดังกล่าว รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน

แต่หากความวิตกกังวลจากการรับข่าวมีมากจนเกินไป ความรู้สึกดังกล่าวอาจพัฒนาเป็นความเครียดและส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะหากผู้รับข่าวมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องและไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที อาจกลายเป็นความเครียดหรือความวิตกกังวลในระยะยาว และนำไปสู่ความหวาดระแวงต่อสังคมได้

“ความวิตกหรืออาการที่เกิดขึ้นจากการรับชมข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงในสังคม หากความรู้สึกวิตกกังวลที่เกิดขึ้นไม่มากจนเกินไป ก็มีแง่มุมที่เป็นประโยชน์ได้ คือทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยในบางสถานที่ที่อาจมีความสุ่มเสี่ยง และหลีกเลี่ยงที่จะไปในสถานที่ดังกล่าว รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่หากความรู้สึกวิตกกังวลที่เกิดจากการเสพข่าวมีมากจนเกินไปก็จะกลายเป็นความเครียด และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต” ดร.ชลาลัย กล่าว

พร้อมระบุว่า หากผู้รับข่าวมีอาการดังกล่าวและปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที อาจพัฒนาเป็นความเครียดและความวิตกกังวลในระยะยาว จนก่อให้เกิดความหวาดระแวงต่อสังคมได้

กราดยิง กระทบความรู้สึก “พื้นที่ปลอดภัย”

สำหรับกรณีเหตุกราดยิงในสถานศึกษา นอกเหนือจากความสะเทือนใจ ความหวาดกลัว และความตื่นตระหนก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นเป็นวงกว้างในสังคมแล้ว ดร.ชลาลัย เห็นว่า การพูดคุยกันภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียน ความรู้สึกร่วมของสังคมย่อมมีมาก เนื่องจากโรงเรียนและสถานศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียนทุกคน แต่กลับเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้น ส่งผลให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงตัวนักเรียนเอง อาจเกิดความหวาดกลัว หวาดระแวง หรือวิตกกังวลมากขึ้นเมื่อต้องเดินทางไปโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาทางความรู้สึกส่วนบุคคลที่แต่ละคนต้องจัดการด้วยตัวเอง แต่ครอบครัวควรมีส่วนในการสร้าง “บรรยากาศที่ปลอดภัย” เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถสื่อสารถึงความวิตกกังวล ความสะเทือนใจ และความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยต่อกันได้

การพูดคุยเรื่องอารมณ์และความรู้สึกภายในครอบครัวโดยปราศจากการตัดสิน สามารถเป็นช่องทางหนึ่งในการเยียวยาสภาพจิตใจและช่วยให้สมาชิกในครอบครัวสามารถรับมือกับผลกระทบจากเหตุการณ์ร่วมกันได้

ควรสังเกต “สัญญาณผิดปกติ” บุตรหลาน

ดร.ชลาลัย ยังเสนอแนะว่า พ่อแม่และผู้ปกครองควรสังเกตสภาพจิตใจของบุตรหลานอย่างใกล้ชิดว่าได้รับผลกระทบจากข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อพบความผิดปกติด้านอารมณ์ ความรู้สึก หรือพฤติกรรมการแสดงออก

หากพบว่าบุตรหลานมีอาการหรือพฤติกรรมที่ผิดไปจากปกติ และไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกดังกล่าวได้ ควรพาไปปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้ทำงานด้านสุขภาพจิต เพื่อให้ได้รับการประเมิน ดูแล และเยียวยาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ทั้งนี้ การรับมือกับผลกระทบทางจิตใจจากข่าวความรุนแรงจึงไม่ควรเป็นหน้าที่ของบุคคลหรือครอบครัวเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัว สื่อมวลชน ภาครัฐ หน่วยงานด้านความปลอดภัย ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อร่วมกันลดผลกระทบทางจิตใจและสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงมากขึ้น