วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

กรมชลฯ เตือน ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาน้ำสูงขึ้น 1-1.5 เมตร รับฝนตกหนัก

กรมชลฯ เฝ้าระวังฝนตกหนัก 6-12 ส.ค. 69 ปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลพื้นที่ท้ายเขื่อน ชัยนาท-อยุธยา ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 1-1.50 เมตร

กรมชลประทาน โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ประกาศยกระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ รับมือสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีคาดการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากช่วงวันที่ 6 - 12 สิงหาคม 2569 พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่เตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือเร่งระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศ

ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีน้ำรวมกัน 43,764 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ รวม) ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 32,000 ล้าน ลบ.ม. โดยได้สั่งการให้โครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในจุดสมดุล ทั้งการรองรับน้ำฝนใหม่และการสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

 

พยากรณ์อากาศและพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

  • ช่วงวันที่ 6 - 9 ส.ค. 69 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและอีสานตอนบน ร่วมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง ส่งผลให้ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักถึงหนักมาก
  • ช่วงวันที่ 10 - 12 ส.ค. 69 ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน, ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้ตอนล่างฝนจะเริ่มลดลง

เตือนระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น

ปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนส่งผลให้ระดับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 6 ส.ค. 69 เวลา 06.00 น.

  • สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 980 ลบ.ม./วินาที
  • เขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ 350 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 500 - 700 ลบ.ม./วินาที

 

การปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าว จะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ยาวไปจนถึงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 1.00 - 1.50 เมตร ทั้งนี้ ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นยังคงอยู่ในตลิ่ง โดยกรมชลประทานจะทยอยปรับการระบายน้ำอย่างเหมาะสมเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

มาตรการรับมือและช่วยเหลือประชาชน

  1. เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ตรวจสอบความมั่นคงของประตูระบายน้ำและอาคารชลประทานทั่วประเทศ
  2. ระดมเครื่องจักรกล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ ประจำจุดเสี่ยงภัยเพื่อเข้าช่วยเหลือได้ทันที
  3. กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เร่งจัดเก็บผักตบชวาและวัชพืชบริเวณหน้าอาคารชลประทาน เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวก

กรมชลประทานขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา คอยติดตามประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที