วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

ดุลยภาพสิทธิเสรีภาพ 'แสดงความเห็น' กับการคุ้มครองชื่อเสียง

"ทัศไนย ไชยแขวง" ชี้คำพิพากษาของสังคม ที่มาก่อนคำพิพากษาของศาล กฎหมายต้องตอบโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น ต้องคุ้มครองผู้อาจเสียหายจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

นายทัศไนย ไชยแขวง อดีตอุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สภาทนายความแห่งประเทศไทย นำเสนอความเห็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็น โดยระบุว่า สังคมประชาธิปไตยเสรีภาพในการแสดงความเห็นถือเป็นหลักประกันสำคัญของการตรวจสอบ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการสาธารณะ

ขณะเดียวกัน สิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของบุคคลก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อสิทธิทั้งสองอาจเกิดความขัดแย้งในทางปฏิบัติ คำถามสำคัญจึงมิใช่ว่า กฎหมายควรเลือกคุ้มครองสิทธิใดเหนือกว่า หากแต่เป็นการออกแบบกระบวนการยุติธรรมให้สามารถรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิทั้งสองได้อย่างเหมาะสม

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอความยาวไม่กี่วินาที เข้าถึงผู้คนนับล้านภายในเวลาอันสั้น

หลายครั้งสังคมมีข้อสรุปต่อบุคคลหรือเหตุการณ์ไปแล้ว แม้ว่าข้อเท็จจริงจะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า "คำพิพากษาของสังคม" มักเกิดขึ้นก่อนคำพิพากษาของศาล

การเปลี่ยนแปลงของบริบทการสื่อสารเช่นนี้ ทำให้กฎหมายต้องตอบโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะนอกจากจะต้องคุ้มครองผู้ที่อาจได้รับความเสียหายจากการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนแล้ว ยังต้องป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันหรือจำกัดการใช้เสรีภาพของประชาชนโดยมิชอบด้วย

ภายใต้บริบทดังกล่าว คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 ที่ประธานศาลฎีกาออกใช้ จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการฟ้องปิดปาก หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP)

ในอีกด้านหนึ่ง มีผู้มองว่าคำแนะนำดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่อีกด้านหนึ่งก็มีข้อกังวลว่าหากแนวคิดเรื่องการฟ้องปิดปากถูกตีความกว้างเกินสมควร อาจกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายที่ประสงค์ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองชื่อเสียงและสิทธิของตน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเนื้อหาของคำแนะนำ จะเห็นว่าหัวใจสำคัญมิได้อยู่ที่การขยายสิทธิของผู้ถูกฟ้อง หรือการจำกัดสิทธิของผู้ฟ้อง

แต่เป็นการตอกย้ำหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมว่า การใช้สิทธิทุกประเภทต้องตั้งอยู่บนความสุจริต และศาลมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง กดดัน หรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

หลักการดังกล่าวสอดคล้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งให้อำนาจศาลตรวจสอบว่าการฟ้องคดีมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือเป็นการใช้สิทธิในทางที่มิชอบหรือไม่

ในทางกลับกัน การมีแนวทางดังกล่าวมิได้หมายความว่า สิทธิของผู้เสียหายจะถูกลดทอน หากปรากฏว่ามีการหมิ่นประมาท การใส่ความ หรือการกระทำที่ละเมิดต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือสิทธิของบุคคลจริง ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดิม

ดังนั้น คำแนะนำฉบับนี้จึงมิใช่การสร้างเอกสิทธิ์ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากแต่เป็นการวางหลักเพื่อให้ศาลสามารถแยกแยะระหว่างการใช้สิทธิโดยสุจริตกับการใช้สิทธิในทางที่มิชอบ โดยอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

ในมิติของกฎหมายสิทธิมนุษยชน หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไทย กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่รับรองสิทธิของบุคคลในการได้รับการคุ้มครองเกียรติยศ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรี

ทั้งนี้ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมิใช่สิทธิที่ไม่มีขอบเขต หากการใช้เสรีภาพนั้นละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ย่อมอาจต้องรับผิดตามกฎหมายได้ เช่นเดียวกับสิทธิในการฟ้องร้อง แม้เป็นหลักประกันสำคัญของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

แต่หากใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ก็อาจกลายเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกดดันหรือกลั่นแกล้งผู้อื่นได้เช่นกัน

นอกจากนี้ คำแนะนำของประธานศาลฎีกามิได้บัญญัติว่าคดีประเภทใดหรือฐานความผิดใดจะถือเป็นการฟ้องปิดปากโดยผลของกฎหมาย หากเพียงกำหนดพฤติการณ์ที่อาจเป็นเหตุอันควรสงสัย เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี

ด้วยเหตุนี้ การที่บุคคลหนึ่งอ้างว่าตนเป็นเหยื่อของการฟ้องปิดปาก จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้คดีนั้นเป็น SLAPP เช่นเดียวกับที่ผู้ฟ้องก็ไม่อาจอ้างได้โดยลำพังว่าตนตกเป็นเหยื่อของการหมิ่นประมาท

ทั้งสองกรณีล้วนต้องได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรม มิใช่อาศัยกระแสความเห็นของสังคมหรือการตัดสินบนโลกออนไลน์

บทบาทของศาลจึงมิใช่การเลือกยืนอยู่ข้างผู้ฟ้องหรือผู้ถูกฟ้อง หากแต่เป็นการธำรงไว้ซึ่งดุลยภาพของสิทธิ เพื่อให้ทั้งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการคุ้มครองชื่อเสียงสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ภายใต้หลักนิติธรรม

ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมพึงคาดหวังจากกระบวนการยุติธรรม คือการเปิดโอกาสให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์อย่างรอบด้าน และให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย เพราะเมื่อสิทธิทุกประการตั้งอยู่บนหลักความสุจริต

ทั้งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการฟ้องร้องย่อมได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม แต่หากสิทธิใดถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้ง ละเมิด หรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ สิทธินั้นย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายได้เช่นกัน