วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดแผนฟื้นฟูทะเลไทย 2566–2570 ชู 5 ยุทธศาสตร์กู้วิกฤตธรรมชาติ

ครม. เคาะแผนจัดการทะเลไทย 2566–2570 ชู 5 ยุทธศาสตร์กู้วิกฤตธรรมชาติ ฟื้นฟูป่าชายเลน แก้กัดเซาะชายฝั่ง ดันเศรษฐกิจสีน้ำเงินยั่งยืน

วันนี้ (5 ส.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อเป็นกรอบบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน พร้อมรับมือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง มลพิษทางทะเล และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แผนดังกล่าวกำหนดวิสัยทัศน์ให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยมีความอุดมสมบูรณ์ สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ทางทะเลประเทศไทย การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนที่คงสภาพและมีความสมบูรณ์ การกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งให้ครอบคลุม 40 ระบบหาด และยกระดับดัชนีคุณภาพมหาสมุทรของประเทศไทยให้ไม่น้อยกว่า 75 คะแนน

“แผนฉบับนี้ไม่ได้มองทะเลและชายฝั่งเฉพาะในมิติการอนุรักษ์ แต่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจชุมชน การประมง การท่องเที่ยว และความมั่นคงของประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศไว้ให้คนรุ่นต่อไป” นางสาวลลิดากล่าว

สำหรับแนวทางดำเนินงานประกอบด้วยแผนย่อย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงินบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือและกลไกการบริหารจัดการแบบบูรณาการ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล

ในด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟู จะเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและเฝ้าระวัง ฟื้นฟูป่าชายเลน แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล สนับสนุนกิจกรรมธนาคารสัตว์น้ำ และผลักดันพื้นที่คุ้มครองหรือมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ

ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน จะส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอย่างรับผิดชอบ พัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการประมงอย่างยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะทะเลและมลพิษ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น การนำขยะทะเลคืนฝั่งโดยเรือประมง ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยคุณภาพน้ำทะเล ตลอดจนการบริหารจัดการของเสียจากกิจกรรมท่องเที่ยวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว ปะการัง และป่าชายเลน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า แผนยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ทั้งการก่อสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างป้องกัน การเสริมทรายและดักตะกอนทราย การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแหล่งทรายธรรมชาติ รวมถึงการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติในพื้นที่ชายฝั่ง

ขณะเดียวกัน จะเสริมบทบาทคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดใน 24 จังหวัดชายทะเล สนับสนุนชุมชนชายฝั่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลและระบบติดตามประเมินผล เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของแผนอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลย้ำว่าการดูแลทะเลและชายฝั่งต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน นักวิชาการ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่เป็นเพียงโครงการระยะสั้น แต่เกิดผลต่อเนื่องและตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์ เศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งประสานแผนและการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ พร้อมเร่งจัดทำนโยบายและแผนฉบับต่อไปให้แล้วเสร็จก่อนแผนปัจจุบันสิ้นสุด เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศมีความต่อเนื่องและเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว