กระทรวงเกษตรฯ รับมือเอลนีโญปี 2569 หลังน้ำต้นทุนลด 19% เตรียมเครื่องจักร 5,991 หน่วย ลุยแก้ฝุ่น PM2.5 หนุนเกษตรกรแปรรูปวัสดุแทนการเผา
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 2/2569 วางแผนรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ หลังคาดการณ์น้ำต้นทุนลดลง 19% พร้อมเข็นมาตรการลดการเผาเศษวัสดุการเกษตร แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ปี 2569/70 มุ่งช่วยเกษตรกรลดต้นทุนและสร้างรายได้ยั่งยืน
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบสื่อสารทางไกล (Zoom Meeting)
กษ. กางแผนรับมือเอลนีโญ-บริหารจัดการน้ำปี 2569
ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทาน ซึ่งระบุว่าปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงต้นฤดูแล้งลดลงกว่าร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า กระทรวงเกษตรฯ จึงได้วางแนวทางบริหารจัดการน้ำ ดังนี้
- เน้นใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเป็นส่วนเสริมเพื่อประหยัดน้ำต้นทุน
- เตรียมพร้อมเครื่องจักรกล จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือกว่า 5,991 หน่วย ประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ
- ปรับแผนผันน้ำและเฝ้าระวัง เร่งขุดลอกแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืช พร้อมรายงานสถานการณ์น้ำทุกสัปดาห์เพื่อรับมือทั้งภัยแล้งและอุทกภัย
- เยียวยาเร่งด่วน เร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติให้รวดเร็วที่สุด
คลอดมาตรการแก้ฝุ่น PM2.5 ปี 2569/70 ชูตัดวงจรการเผา
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2569/70 เพื่อลดวิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรผ่านแนวทาง
- สนับสนุนเทคโนโลยีและจุลินทรีย์ แจกจ่ายจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว และสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนการเผา
- สร้างมูลค่าเพิ่มจากชีวมวล ส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปแปรรูปเพื่อสร้างรายได้เสริม
- ส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือก ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการจัดทำแผนงาน ข้อเสนอโครงการ และกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อนำไปปฏิบัติในพื้นที่จริงโดยเร็วที่สุด ซึ่งมาตรการทั้งหมดไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติและฝุ่น PM2.5 เท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน



