คมนาคม เร่งเดินหน้า "รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน" ระยะที่ 1 คืบหน้า 55.27% เตรียมเปิดประมูลระยะที่ 2 ดันเชื่อมไทย-ลาว-จีนไร้รอยต่อ หนุนการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจภูมิภาค
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายปัญญา ชูพานิช นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม, นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง, ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงคมนาคม เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ระยะที่ 1 และการเตรียมความพร้อมโครงการฯ ระยะที่ 2 รวมถึงการเชื่อมโยงระบบรถไฟระหว่างไทย สปป.ลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้เป็นโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเดินทาง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต
สำหรับการประชุมครั้งนี้ กระทรวงฯ ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามความก้าวหน้าและการแก้ไขอุปสรรคของโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงกรุงเทพฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการค้าชายแดนและการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองหลักในภูมิภาค ลดข้อจำกัดด้านระยะทางและเวลา ตลอดจนสนับสนุนการเคลื่อนย้ายประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกันจะช่วยกระจายการลงทุนออกจากพื้นที่ส่วนกลาง กระตุ้นการพัฒนาเมืองโดยรอบสถานี และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และบริการในพื้นที่ตามแนวเส้นทาง โดยความคืบหน้าของโครงการฯ ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร มีสถานี 6 แห่ง วงเงินลงทุน 179,412.21 ล้านบาท งานโยธาทั้งหมด 14 สัญญา ก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 สัญญา อยู่ระหว่างก่อสร้าง 10 สัญญา และอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้างอีก 2 สัญญา ส่งผลให้ภาพรวมการก่อสร้างมีความก้าวหน้า ร้อยละ 55.27
ส่วนงานที่มีความก้าวหน้าใกล้แล้วเสร็จ ได้แก่ งานอุโมงค์มวกเหล็กและลำตะคอง ตามสัญญา 3-2 งานช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ตามสัญญา 3-4 ขณะที่ สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง และสัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว อยู่ระหว่างการเร่งรัดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถลงนามสัญญาและเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้โดยเร็ว
จากความคืบหน้าดังกล่าว กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการ ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ในปี 2573 ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปยังจังหวัดและเมืองสำคัญตามแนวเส้นทาง รวมถึงพื้นที่โดยรอบสถานียังมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การบริการ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การสร้างงาน การเพิ่มรายได้ และการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่พื้นที่ ซึ่งถือเป็นผลเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ติดตามการเตรียมความพร้อมของโครงการฯ ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร มีสถานี 5 แห่ง วงเงินลงทุน 341,351.42 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำร่างขอบเขตของงาน หรือ TOR ราคากลางสำหรับงานก่อสร้าง และงานควบคุมงาน ควบคู่กับการดำเนินการด้านการเวนคืนที่ดิน
กระทรวงฯ มีแผนประกาศประกวดราคางานโยธา จำนวน 8 สัญญา ภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าหมายเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2574 ซึ่งเมื่อโครงการฯ ระยะที่ 2 แล้วเสร็จ จะทำให้โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงสามารถเชื่อมต่อจากกรุงเทพมหานครไปถึงจังหวัดหนองคายได้อย่างสมบูรณ์
"การเชื่อมต่อดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับการเดินทางระหว่างภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงไทยกับ สปป.ลาว และจีน ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการคมนาคม การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของภูมิภาค"
นอกเหนือจากการเร่งรัดงานก่อสร้าง ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง โดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา รวมถึงได้รับทราบรูปแบบสีและลวดลายของขบวนรถไฟที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะทางวิศวกรรมและพัฒนากระบวนการผลิตในประเทศ แนวทางดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานอุตสาหกรรมระบบรางของไทย ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการผลิต ช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถไฟภายในประเทศ
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติให้แยกงานก่อสร้างสะพานข้ามจุดตัดทางรถไฟในโครงการฯ ระยะที่ 1 ออกมาเป็นสัญญาใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ลดข้อจำกัดด้านขั้นตอน และช่วยให้การก่อสร้างสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินหน้ายกระดับโครงข่ายระบบรางของประเทศ โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ เชื่อมโยงการเดินทางกับพื้นที่เศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศในระยะยาว เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็วขึ้น แต่คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายไปยังทุกภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และสามารถเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


