วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หลอกซื้อขายสินค้า อันดับ 1 สูญ 48 ล้าน บุกช่วยเหยื่อถูกโทรขู่โอน 7 แสน

ภัยออนไลน์รอบสัปดาห์ ทะลุ 177 ล้าน สถิติ “หลอกซื้อขายสินค้า” ยังครองอันดับ 1 เสียหาย 48 ล้าน บุกช่วยเหยื่อถูกโทรข่มขู่พัวพันคดี บังคับเปิดห้องพัก ลวงโอนเงินเฉียด 7 แสนบาท

อัปเดต ภัยออนไลน์ รอบสัปดาห์ทะลุ 177 ล้าน สถิติ “หลอกซื้อขายสินค้า” ยังครองอันดับ 1 เสียหาย 48 ล้าน บุกช่วยเหยื่อถูกโทรข่มขู่พัวพันคดี บังคับเปิดห้องพัก ลวงโอนเงินเฉียด 7 แสนบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. / รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 19-25 ก.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,716 คดี มูลค่าความเสียหาย 177,279,547 ล้านบาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 12-18 ก.ค.69 จำนวน 220 คดี แต่กลับพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 22 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดและสร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง

โดยมีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,429 คดี ครองสัดส่วนถึง 77.5% ของคดีทั้งหมด มูลค่าความเสียหายสูงกว่า 48 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบรุนแรง

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด และมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่

1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 84 คดี มูลค่าความเสียหาย 8,357,782 บาท

2.นนทบุรี มีการแจ้งความไว้ 18 คดี มูลค่าความเสียหาย 4,126,365 บาท

3.ขอนแก่น มีการแจ้งความไว้ 16 คดี มูลค่าความเสียหาย 335,035 บาท

ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน

เมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 2 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น ส่วนอันดับ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน พบว่ากลุ่มอายุ 31-40 ปี ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพสูงสุด

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมขบวนการสแกมเมอร์ได้ทั้งหมด 2 เคส มีผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย เป็นชาวไทย 2 ราย และชาวต่างชาติ 3 ราย (จีน 1 ราย, เกาหลีใต้ 2 ราย) ขณะเดียวกันมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 22 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1,168,526 บาท

เคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง 

เคสที่ 1 ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย

เป็นหญิง หลังได้รับแจ้งว่าถูกลักพาตัวและข่มขู่ให้โอนเงินโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงที่พักผู้เสียหาย กลับไม่พบตัว จึงได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดจนพบว่า ผู้เสียหายได้นั่งวินจักรยานยนต์รับจ้างออกจากห้องพักไปที่โรงแรมอีกแห่งหนึ่งเพียงคนเดียว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามไปที่โรงแรมดังกล่าวในทันที และตรวจสอบพบว่ามีการเปิดห้องพักจริง

จึงได้พยายามติดต่อผู้เสียหายที่อยู่ในห้องแต่ไม่ยอมเปิดประตู จนในที่สุดได้ขออนุญาตทางโรงแรมเพื่อพังประตูเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหาย เมื่อเข้าห้องได้จึงแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าถูกหลอกลวง จากการสอบสวนทราบว่า คนร้ายโทรมาหลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าตรวจสอบพบผู้เสียหายเป็นเจ้าของบัญชีม้า และข่มขู่ว่าหากไม่โอนเงินมาให้จะถูกดำเนินคดี

โดยระหว่างการหลอกลวงคนร้ายให้ผู้เสียวีดีโอคอลกับคนร้ายไว้ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ติดต่อกับผู้อื่น จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินของตนเองให้คนร้าย 1 ครั้ง จำนวนเงิน 49,900 บาท และได้ติดต่อให้ทางพ่อของผู้เสียหายโอนเงินให้คนร้ายเพิ่มอีก 2 ครั้ง โดยแจ้งพ่อว่าจะถูกจับถ้าไม่โอนเงินให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งพ่อของผู้เสียหายได้โอนเงินเป็นจำนวนเงิน 250,000 บาท 1 ครั้ง และ 400,000 บาท 1 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 699,900 บาท

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์คดีออนไลน์ไว้ และแจ้งอายัดบัญชีผ่านระบบ 1441 ไว้เรียบร้อย จากนั้นจะทำการสืบสวนสอบสวนติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่ 2 ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 68 ปี หลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึง ผู้เสียหายยังไม่พร้อมพูดคุย

เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานและสร้างความเข้าใจผ่านทางผู้เป็นสามี อธิบายให้เข้าใจถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และให้หยุดโอนเงินทันที เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคดีนี้พบมูลค่าความเสียหายกว่า 500,000 บาท

จากผลการช่วยเหลือผู้เสียหายของศูนย์ ACSC ในห้วงที่ผ่านมา พบว่าขณะนี้ยังมี นักเรียนและนักศึกษาตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ ก่อนจะหลอกให้แอดไลน์ปลอมเพื่อส่งหมายจับหรือเอกสารราชการปลอม และควบคุมทุกการปฏิบััติผ่านวิดีโอคอล เน้นย้ำไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร ไม่เช่นนั้น คนใกล้ตัวจะเดือดร้อน และถูกดำเนินคดีไปด้วย

จากนั้นจะบังคับให้เหยื่อออกจากบ้านไปเปิดเช่าห้องโรงแรมอยู่เพียงคนเดียว ซึ่งบางรายจะถูกสั่งให้อ้างกับผู้ปกครองว่าได้รับทุนเรียนต่อต่างประเทศและขอให้โอนเงินมาให้เป็นค่าดำเนินการเกี่ยวกับวีซ่า

ขณะที่บางรายถูกสั่งให้มัดมือมัดเท้า จัดฉากทำทีว่าตัวเองถูกทำร้าย พร้อมให้สคริปต์พูดเพื่อส่งคลิปหรือโทรไปขู่เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครอง นำมาซึ่งความสูญเสียทรัพย์สินและความขวัญเสียของครอบครัวเป็นอย่างมาก

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ, DSI หรือ ปปง. ฯลฯ จะไม่โทรศัพท์หาเพื่อแจ้งว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ให้แอดไลน์ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือของหน่วยงาน เพื่อส่งเอกสารราชการ (หมายจับ, หมายเรียก หรือหลักฐานทางการสืบสวน)

รวมถึงไม่วิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำ หรือควบคุมตัว ที่สำคัญที่สุดจะ ไม่ให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้นหากพบเจอในลักษณะดังกล่าว นั่นคือ มิจฉาชีพแน่นอน ขอให้ตั้งสติ วางสายทันที ห้ามคุย ห้ามแอดไลน์ ห้ามโอนเงินทุกกรณี และขอให้รีบแจ้งผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ พร้อมโทรแจ้งสายด่วน 1441 ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง