“สรรเพชญ” เดินหน้าปั้น “ท่าเรือเชียงแสน” สู่ฮับโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง ดันตู้สินค้าพุ่งเกือบเท่าตัว เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนไทย-จีน (ตอนใต้) ตามนโยบายรัฐบาล
วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อผลักดันท่าเรือเชียงแสน สู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ เชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย จีน และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมี นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย นายแวรูสลัน มะสาลี ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายผดุงศักดิ์ สรุจิกำจรวัฒนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ นำโดย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ณ ท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
นายสรรเพชญ ได้ตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) พร้อมรับฟังผลการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรค โดยในปีงบประมาณ 2569 ท่าเรือเชียงแสนมีเรือเข้าใช้บริการรวม 2,737 เที่ยว มีปริมาณสินค้าผ่านท่า 195,574 ตัน ขณะที่ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 73.95 เพิ่มขึ้นจาก 4,030 TEU ในปี 2568 เป็น 7,010 TEU ในปี 2569
ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกตลาดร่วมกับท่าเรือกวนเหล่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบกับการที่ศุลกากรจีนอนุมัติให้นำเข้าผัก และผลไม้ผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน มีการขนส่งผ่านตู้สินค้าทางแม่น้ำโขงโดยตรงมากขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพของเส้นทางขนส่งทางน้ำที่ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือเชียงแสนเป็นประตูการค้าสำคัญของประเทศไทย ในการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ สปป.ลาว เมียนมา และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบโลจิสติกส์ในปัจจุบัน รัฐบาลจึงมีนโยบายผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
“ตัวเลขตู้สินค้าที่เติบโตกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าท่าเรือเชียงแสน ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก” นายสรรเพชญ กล่าว
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแนวโน้มการเติบโตของปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมด้านท่าเทียบเรือ เครื่องมือ และระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดน และการขนส่งสินค้าทางน้ำในระยะยาว
จากนั้น นายสรรเพชญ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมท่าเรือเชียงของ ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำกับ สปป.ลาว โดยพบว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 รูปแบบการขนส่งสินค้าได้เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางถนนมากขึ้น ประกอบกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 5,000 บาท ส่งผลให้จำนวนเรือ และปริมาณสินค้าผ่านท่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กทท. อยู่ระหว่างเตรียมส่งคืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์ เพื่อพิจารณานำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ และประชาชน
“กระทรวงคมนาคม มุ่งมั่นพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ภายใต้ความร่วมมือ BIMSTEC เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ทางน้ำที่มีต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเชื่อมเส้นทางการค้าจากจีนตอนใต้ และกลุ่มน้ำโขงผ่านท่าเรือเชียงแสน ล่องตรงสู่ภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับท่าเรือระนอง ในการเปิดประตูระบายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจะเป็นการยกระดับบทบาทของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียงทางผ่าน ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่ง และการกระจายสินค้าของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายสรรเพชญ กล่าวในช่วงท้าย
ภายหลังการตรวจเยี่ยมท่าเรือทั้งสองแห่ง นายสรรเพชญ และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ ด่านศุลกากรเชียงของ พร้อมรับฟังปัญหา และอุปสรรค จากหน่วยงานภาครัฐ และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปประสาน และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



