CAAT ออกประกาศปี 2569 ยกระดับความปลอดภัยการบิน สั่งห้ามลูกเรือรับฝากหรือรับหิ้วของบุคคลอื่น ฝ่าฝืนเจอโทษวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ยกระดับมาตรการความปลอดภัยเชิงรุก ออกประกาศควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรือของผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ พ.ศ. 2569 อย่างเป็นทางการ มุ่งกำกับดูแลสายการบินและมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการใช้สถานะลูกเรือในการรับฝาก รับหิ้ว หรือขนส่งสิ่งของผิดกฎหมาย ยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยการบินไทยในระดับสากล
ที่มาของมาตรการ สกัดกั้นภัยคุกคามเชิงรุก (Preventive Approach)
มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ ป.ป.ส. เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 69 และการประเมินร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและด้านการบิน ซึ่งเห็นตรงกันว่าต้องยกระดับการป้องกันเชิงระบบ แม้ว่าลูกเรือส่วนใหญ่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ แต่ที่ผ่านมาพบกรณีลูกเรือในหลายประเทศ (รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย) ลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ CAAT จึงดำเนินมาตรการเชิงป้องกันล่วงหน้าโดยไม่รอให้เกิดปัญหาซ้ำ
4 สาระสำคัญของประกาศควบคุมสัมภาระลูกเรือ พ.ศ. 2569
ประกาศฉบับนี้กำหนดให้สายการบินและลูกเรือต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ดังนี้
1. ระบบควบคุมสัมภาระลูกเรือ (Crew Baggage Control) สายการบินต้องจัดทำระบบควบคุมอย่างเป็นระบบ กำหนดประเภท ขนาด น้ำหนัก และเงื่อนไขของสิ่งของที่ลูกเรือสามารถนำขึ้นอากาศยานได้
2. ข้อห้ามการรับฝาก-รับหิ้ว ห้ามสมาชิกลูกเรือรับฝาก รับหิ้ว รับขน หรือนำส่งสิ่งของของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่สายการบินมอบหมาย
3. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) สายการบินต้องนำระบบบริหารความเสี่ยงมาใช้ เช่น การสุ่มตรวจสัมภาระ, การฝึกอบรม/แจ้งเบาะแส และการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารของสายการบิน (SMS, Compliance Monitoring System, AOSP)
4. มาตรการลงโทษ กำหนดบทลงโทษทางวินัยทันทีเมื่อพบการฝ่าฝืน พร้อมรายงานต่อ CAAT และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไขข้อข้องใจ "ของฝากส่วนตัว" กับ "การรับหิ้วที่มิชอบ" ต่างกันอย่างไร?
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมี "ค่าตอบแทน" หรือไม่ แต่อยู่ที่ วัตถุประสงค์ ความเหมาะสม และความสามารถในการตรวจสอบที่มาของสิ่งของ โดยยึดหลักการสำคัญ "Know Your Baggage" ลูกเรือต้องรู้ว่าสิ่งที่นำติดตัวคืออะไร มาจากไหน และสามารถรับผิดชอบได้
- ตัวอย่างที่ไม่เข้าข่ายความผิด ของใช้ส่วนตัวของลูกเรือ หรือของฝากเล็กน้อยจากบุคคลในครอบครัวที่อธิบายที่มาได้ชัดเจน และอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของสายการบิน
- ตัวอย่างที่เข้าข่ายต้องห้าม การรับถือ รับหิ้ว หรือรับฝากสิ่งของของบุคคลอื่น โดยเฉพาะผู้ไม่ใช่บุคคลในครอบครัว หรือไม่ทราบที่มาแน่ชัด ไม่สามารถตรวจสอบได้ หรืออาศัยสิทธิพิเศษของลูกเรือเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจค้น
บทลงโทษสูงสุดหากพบการฝ่าฝืน
หากพบการกระทำความผิด มาตรการลงโทษจะครอบคลุมทั้งตัวลูกเรือและสายการบิน ดังนี้
- ต่อตัวลูกเรือ ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง, อาจถูกเลิกจ้างตามระเบียบองค์กร และถูกดำเนินคดีทางกฎหมายทันทีหากเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือสิ่งของผิดกฎหมาย
- ต่อสายการบิน CAAT จะออกข้อบกพร่อง (Finding) และกำหนดให้แก้ไข หากไม่ดำเนินการ อาจถูกใช้มาตรการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ต่อไป
- อำนาจของ กพท. ดำเนินมาตรการทางปกครองตามกฎหมายการเดินอากาศ และพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต/ใบรับรองที่เกี่ยวข้อง
5 ขั้นตอนระบบควบคุมสัมภาระลูกเรืออย่างเข้มงวด
สายการบินจะดำเนินกระบวนการตรวจสอบตามกรอบมาตรฐานที่ กพท. กำหนด โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ลูกเรือ ดังนี้
- การตรวจสัมภาระก่อน/หลังปฏิบัติหน้าที่
- การสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
- การตรวจค้นเพิ่มเติมเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย
- การใช้เครื่อง X-ray และอุปกรณ์ตรวจที่เหมาะสม
- การตรวจสอบเอกสารแสดงที่มาของสิ่งของเมื่อจำเป็น
ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อความปลอดภัย
- ถึงสายการบิน ขอความร่วมมือนำมาตรการไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จัดให้มีระบบควบคุมที่เข้มแข็ง
- ถึงลูกเรือ ขอให้ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่รับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของของบุคคลอื่น เพื่อปกป้องตนเอง องค์กร และประเทศชาติ
- ถึงผู้โดยสาร ขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความมั่นคงด้านการบิน เพื่อทุกการเดินทางที่ปลอดภัยในระดับสากล (ICAO)





