ครม. เห็นชอบร่างปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 เดินหน้ายกระดับแรงงานไทยสากล คุ้มครองสิทธิรอบด้าน ดันอัปสกิลดิจิทัลและ AI รับมือตลาดโลก
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 (Abu Dhabi Dialogue Eighth Ministerial Declaration) เพื่อใช้เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานโลก
การขับเคลื่อนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับตัวของตลาดแรงงานท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกในปัจจุบัน
3 เสาหลักยกระดับแรงงานข้ามชาติ ปลอดภัย ถูกกฎหมาย คุ้มครองรอบด้าน
ร่างปฏิญญาร่วม Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมวงจรการจ้างงานในทุกมิติ ดังนี้
- ก่อนเดินทาง จัดเตรียมความพร้อมและสร้างระบบจัดหางานที่โปร่งใส เป็นธรรม ปราศจากการเอาเปรียบ
- ระหว่างทำงาน ยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติในประเทศปลายทางอย่างเท่าเทียม
- หลังสิ้นสุดสัญญา สนับสนุนการเดินทางกลับประเทศต้นทาง และการส่งกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานในบ้านเกิดอย่างมีคุณภาพ
ดัน "ทักษะดิจิทัล - AI" รับมือตลาดแรงงานอนาคต
นอกจากการคุ้มครองสิทธิแล้ว ที่ประชุมยังทำความตกลงร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่
- พัฒนาทักษะแห่งอนาคต มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัล, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และทักษะเฉพาะทางที่จำเป็นต่อกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่
- การยอมรับคุณวุฒิสากล ส่งเสริมการรับรองมาตรฐานคุณวุฒิและทักษะวิชาชีพระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถเข้าถึงตำแหน่งงานที่มีรายได้สูงขึ้น
- นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการ ใช้ระบบดิจิทัลในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในการจัดหางาน
- เน้นย้ำความเท่าเทียม ร่างปฏิญญาฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานหญิง เยาวชน และผู้ที่อยู่ในรูปแบบการจ้างงานใหม่ (New Forms of Employment)
ประโยชน์ที่ "แรงงานไทย" จะได้รับ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวปิดท้ายว่า การเข้าร่วมรับรองร่างปฏิญญาในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนนโยบายแรงงานระดับภูมิภาค
ที่สำคัญที่สุดคือ แรงงานไทย จะได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามมาตรฐานสากล มีโอกาสเข้าถึงแหล่งจ้างงานที่มีคุณภาพในต่างประเทศ และได้รับการพัฒนาทักษะที่ตรงความต้องการของตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในอาชีพให้กับพี่น้องประชาชน





