กรมควบคุมโรคเตือน "มือเท้าปาก" หน้าฝนระบาดพุ่ง 1.6 หมื่นราย แนะผู้ปกครองสังเกตอาการเด็กรุนแรง ซึม ชักเกร็ง รีบพบแพทย์ทันที ย้ำอย่าประมาท
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกโรงเตือนผู้ปกครองและสถานศึกษา เฝ้าระวัง "โรคมือเท้าปาก" ระบาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี ชี้เปิดเทอมทำกิจกรรมร่วมกันเสี่ยงสัมผัสใกล้ชิด เผยสถิติปี 2569 ยอดผู้ป่วยสะสมกว่า 1.6 หมื่นราย พบสายพันธุ์ Coxsackievirus A16 มากที่สุด ขณะที่ภาคเหนือครองแชมป์อัตราป่วยสูงสุด ย้ำหากมีอาการรุนแรง ซึม ชักเกร็ง หายใจหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที
สถิติมือเท้าปากปี 2569: เด็กเล็ก 0-4 ปี กลุ่มเสี่ยงที่สุด
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 มิถุนายน 2569 พบสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย ดังนี้
ยอดผู้ป่วยสะสม 16,332 ราย (ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และภาพรวมยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน)
กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด
- กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0 – 4 ปี (พบมากที่สุดอย่างเห็นได้ชัด)
- กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี
- กลุ่มอายุ 10 – 14 ปี
พื้นที่ระบาดสูงสุด ภาคเหนือ
สายพันธุ์ที่พบหลัก จากการสุ่มตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ Coxsackievirus A16 สูงถึงร้อยละ 36.36 ส่วนสายพันธุ์รุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) แม้จะพบในสัดส่วนที่น้อยแต่ยังประมาทไม่ได้
ช่วงเฝ้าระวังพิเศษ จากสถิตีย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558 – 2568) พบว่าโรคมือเท้าปากจะมีแนวโน้มระบาดสูงที่สุดในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นตามวงรอบ
อาการโรคมือเท้าปาก สังเกตอย่างไร?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน แต่ผู้ดูแลควรรู้จักวิธีสังเกตอาการเพื่อแยกแยะโรค ดังนี้
อาการทั่วไป (พบแพทย์เพื่อวินิจฉัย)
- มีไข้ ร่วมกับมีแผลหรือจุดแดงในช่องปาก (ลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม)
- มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น
- ในเด็กเล็กจะงอแง ไม่ยอมทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหล หรือบ่นเจ็บปาก
อาการรุนแรง (สัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อน - ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที!)
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ อาจเสี่ยงต่อภาวะสมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
- ไข้สูงลอย
- รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก
- ซึมลง ชักเกร็ง
- อาเจียนมาก
- หายใจหอบเหนื่อย
4 มาตรการป้องกันโรคมือเท้าปาก สำหรับโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก
ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ให้แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาและสถานรับเลี้ยงเด็กในชุมชน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระ ดังนี้
- คัดกรองเข้มงวดทุกเช้า บุคลากรต้องตรวจเด็กก่อนเข้าเรียน หากพบเด็กมีไข้ มีตุ่มน้ำใสที่มือ-เท้า หรือแผลในปาก ให้แยกเด็กออกทันที และแจ้งผู้ปกครองมารับกลับบ้านเพื่อหยุดเรียนจนกว่าจะหายดี
- แนวทางปิดห้องเรียน หากพบเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันภายใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนนั้นอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาด และเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองต่ออีก 1 สัปดาห์
- ทำความสะอาดจุดเสี่ยงสม่ำเสมอ ล้างเครื่องใช้ ของเล่น และพื้นที่ห้องเรียนด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ/สารละลายคลอรีน (น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสม)
- ปลูกฝังสุขอนามัย (ล้างมือบ่อย ๆ) ส่งเสริมให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่าย และหลังสัมผัสสารคัดหลั่งของเด็ก
หากผู้ปกครองหรือสถานศึกษาต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ข้อมูลจาก : กองระบาดวิทยา สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค





