วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

กยท.วางยุทธศาสตร์การตลาดยางไทยเชิงรุก แนวโน้มครึ่งปีหลังราคาพุ่งต่อเนื่อง

กยท.ประเมินสถานการณ์ราคายาง 2569 ครึ่งปีหลัง ความต้องการเพิ่มต่อเนื่อง หนุนราคาพุ่ง เดินหน้ายุทธศาสตร์การตลาดเชิงรุก เสริมเสถียรภาพ ยกระดับยางไทยต่อเนื่อง

​นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ยางพาราในปี 2569 ว่า ราคายางในช่วงครึ่งปีแรกมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จากเดือนมกราคม 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 60.51 บาทต่อกิโลกรัม ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 89.50 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่น้ำยางสดจากราคาเฉลี่ย 56.92 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนมกราคม ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 86.50 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนพฤษภาคมเช่นกัน เป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 10 ปี 

ทั้งนี้ มาจากปัจจัยสำคัญหลายสาเหตุ อาทิ ปริมาณความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ที่คาดการณ์ว่าราคายางพาราในตลาดโลกปีนี้จะยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกมีแนวโน้มสูงกว่าปริมาณการผลิต 

กยท.วางยุทธศาสตร์การตลาดยางไทยเชิงรุก แนวโน้มครึ่งปีหลังราคาพุ่งต่อเนื่อง

โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลก มีความต้องการใช้ยางธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 15.60  ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการผลิตยางอยู่ที่ประมาณ 15.32 ล้านตัน ส่งผลให้ตลาดยังมีความต้องการใช้ มากกว่าปริมาณผลผลิตประมาณ 280,000 ตัน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคายางเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดี โดยประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ด้วยปริมาณผลผลิตประมาณ 4.85 ล้านตัน

นอกจากนี้ สถานการณ์ด้านพลังงานโลก และต้นทุนการผลิตในตลาดโลกอันเนื่องมาจากความตึงเครียด จากการทำสงครามยืดเยื้อในประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมมีราคาสูงขึ้นตามมาด้วย 

จึงทำให้ผู้ใช้ยางสังเคราะห์โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยางล้อ เริ่มหันมาใช้ยางธรรมชาติที่มีราคาถูกกว่าทดแทน ผนวกกับเงินบาทที่อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยางพาราของไทยในตลาดโลก สร้างความสนใจจากผู้ซื้อในต่างประเทศมากขึ้น

รักษาการ ผู้ว่าฯ กยท. ยังกล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ยางในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แม้จะเปลี่ยนจากช่วงฤดูแล้งเข้าสู่ฤดูฝน ต้นยางผ่านการพักตัว แตกใบใหม่สมบูรณ์ และเกษตรกรเริ่มทยอยการเปิดกรีดยางมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคามีการปรับตัวตามภาวะตลาดบ้างก็ตาม แต่ไม่มากนัก เพราะความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยางล้อ และอุตสาหกรรมยางอื่นๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและยุโรป คาดว่ายังคงมีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องเพื่อเติมสต็อกยางที่ถูกใช้ไปในช่วงฤดูแล้ง

รวมถึงสภาพอากาศในบางพื้นที่อาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิต ทำให้ปริมาณยางออกมาได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลของตลาด และช่วยพยุงราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

กยท.วางยุทธศาสตร์การตลาดยางไทยเชิงรุก แนวโน้มครึ่งปีหลังราคาพุ่งต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กยท. ยังใช้ยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการตลาดเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและยกระดับราคายางไทยสู่จุดสูงสุด โดยการใช้มาตรการชะลอการจำหน่ายผลผลิตบางส่วนเพื่อลดปริมาณยางในตลาด  

โดย กยท.จะรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเก็บเข้าสต็อก และอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียน 80% ของมูลค่ายางเสริมสภาพคล่องทันที และปล่อยขายเมื่อราคาขึ้นสูงสุดผ่านตลาดกลาง กยท.เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่ง กยท.ได้จัดตั้งตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรนำยางมาซื้อขายในราคาที่เป็นธรรม

ประกอบกับนำระบบ Thai Rubber Trade มาใช้ในการประมูลซื้อขายยาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระดับโลก สามารถเชื่อมโยงข้อมูลซื้อขายผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยาง รองรับกฎระเบียบ EUDR  (EU Deforestation-free Regulation) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกฎหมายที่ห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะนำมาบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ อันจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของยางพาราไทยในระยะยาว

กยท.วางยุทธศาสตร์การตลาดยางไทยเชิงรุก แนวโน้มครึ่งปีหลังราคาพุ่งต่อเนื่อง


"หากปริมาณความต้องการใช้ยางพาราโลกมีแนวโน้มสูงกว่าปริมาณการผลิตเป็นไปตามที่ ANRPC คาดการณ์ และภาวะสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ยืดเยื้อยาวนาน และยังมีปัจจัยบวกต่างๆ ตามที่กล่าวมาเกื้อหนุน กยท. มั่นใจว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ราคายางยังจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีความเป็นไปได้ที่ราคายางจะแตะเลข 3 หลักต่อกิโลกรัม" รักษาการผู้ว่าฯ กยท.กล่าว และว่า

แม้ภาพรวมตลาดยางยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อต้นทุนด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ผ่านค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลที่ยังคงอยูในระดับสูง รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและต้นทุนพลังงาน ที่อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางของไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางจึงควรเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการผลผลิตยาง และติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป