7 มหาวิทยาลัยไทย ทะยานท็อป 100 โลก 'มธ.' สร้างชื่อที่ 1 ด้านความยุติธรรม 'จุฬาฯ' อันดับ 19 ในภาพรวม ส่วน'มหิดล' เสาหลักสาธารณสุข
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า The Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านความยั่งยืน (SDGs) ประจำปี 2026 หรือ The Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 มิ.ย. 2569 โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “ที่ 1 ของโลก” ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 หรือ SDGs 16 : Peace, Justice and Strong Institutions ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดหลักสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง
นอกจากนี้ THE Sustainability Impact Ratings 2026 ยังได้จัดอันดับโลกของมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อน SDGs ในภาพรวม ซึ่งในปี 2026 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับคะแนนรวม 92.9 คะแนน ขยับขึ้นมาติด TOP 50 ของโลก ด้วยการคว้าอันดับ 46 จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับการจัดอันดับทั้งหมด 1,603 สถาบัน ถือเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย
สำหรับการเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ด้านการขับเคลื่อน SDGs 16 และอันดับที่ 46 ของโลกในการขับเคลื่อน SDGs ภาพรวม สะท้อนถึงรูปธรรมการทำงานผ่านความตั้งใจจริงของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ประชาคมธรรมศาสตร์ทุกภาคส่วน ในการจัดทำและดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม หลักนิติธรรม และการสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง
ผ่านการดำเนินพันธกิจด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนภารกิจจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง และได้รับการยอมรับในระดับสากล
ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการยืนหยัดในอุดมการณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” มากว่า 92 ปี ซึ่งหลังจากนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้และการดำเนินการที่ได้รับการยอมรับระดับโลก มาสนับสนุนการรับใช้สังคมและร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนประเด็นด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค การลดความเหลื่อมล้ำ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริการวิชาการ
ทั้งนี้ การได้รับการยอมรับในฐานะมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG16 ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของประชาคมธรรมศาสตร์ หากยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกอีกด้วย
กระทรวง อว. เผยแพร่ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของวงการอุดมศึกษาไทย หลังการจัดอันดับสถาบันระดับโลก THE Sustainability Impact Ratings 2026 ประกาศผลให้ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทะยานเข้าสู่ทำเนียบ 100 อันดับแรกของโลก นำโดย 'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ที่คว้าอันดับ 19 ในภาพรวม ขณะที่ 'มหาวิทยาลัยมหิดล' และ 'มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์' สร้างชื่อกระหึ่มโลกด้วยการคว้าอันดับ 1 เฉพาะด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) สะท้อนศักยภาพของสถาบันการศึกษาไทยในการขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโลกอย่างเป็นรูปธรรม
"อ.เชน" ปลื้ม 7 มหาวิทยาลัยไทย ทะยานท็อป 100 โลก
อนึ่ง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความ ชื่นชมวงการอุดมศึกษาไทยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเวทีระดับโลก THE Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อ 7 มหาวิทยาลัยของไทยทะยานเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำผลงานท็อปฟอร์มคว้าคะแนนรวมอันดับ 19 ของโลก (อันดับ 1 ของไทย) ขณะที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ผงาดขึ้นอันดับ 1 ของโลกด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (SDG 3) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครองอันดับ 1 ของโลกด้านความสงบสุข ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง (SDG 16)
กระทรวง อว. ชี้ว่า ความสำเร็จจากการจัดอันดับที่มุ่งวัดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของ UN ในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญถึงศักยภาพและความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทย ในการนำความก้าวหน้าทางวิชาการและงานวิจัยมาบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
โดย ศ.ดร.ยศชนัน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ประเทศเรามีเรื่องน่ายินดีอีกแล้วครับ"
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยไทยบนเวที THE Sustainability Impact Ratings 2026 ในปีนี้ ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการอุดมศึกษาไทยในระดับสากล
ซึ่งการจัดอันดับนี้ มาจาก Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากประเทศอังกฤษที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือสูงสุดในระดับนานาชาติ ในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1,600 แห่งจากทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมรับการประเมินอย่างเข้มข้น
ความพิเศษและน่าเชื่อถือของเวทีนี้ คือการประเมินที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่เรื่องชื่อเสียงทางวิชาการ แต่เน้นไปที่ “ผลกระทบเชิงบวกที่สถาบันสร้างให้แก่สังคมได้จริง” (Real-world Impact)
ผ่านดัชนีชี้วัดที่โปร่งใสและครอบคลุมถึง 4 ด้านหลัก ได้แก่ งานวิจัย (Research), การบริหารจัดการสถาบัน (Stewardship), การบริการวิชาการสู่สังคม (Outreach) และการเรียนการสอน (Teaching) เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อของ UN
ในนามของ กระทรวง อว. ผมขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับทุกสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะความสำเร็จอันเป็นเลิศระดับโลกของสามสถาบันหลัก
มหาวิทยาลัยมหิดล
คว้า อันดับ 1 ของโลกในด้าน SDG 3 (Good Health and Well-being) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นเลิศในการเป็นเสาหลักด้านสาธารณสุข งานวิจัยทางการแพทย์ระดับสากล และการให้บริการเชิงรุกเพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชนทุกระดับ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ครอง อันดับ 1 ของโลกในด้าน SDG 16 (Peace, Justice and Strong Institutions) ตอกย้ำอุดมการณ์การเป็นที่พึ่งทางกฎหมายแก่สังคม การบริหารจัดการบนหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส และการสร้างพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมให้กับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กับการคว้าคะแนนรวมเป็นอันดับ 19 ของโลก อันดับ 1 ของประเทศไทย โดยเป็นการเข้า TOP 20 เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยไทยในการประเมินด้านนี้
ความน่ายินดียิ่งกว่านั้นคือ ภาพรวมของมหาวิทยาลัยไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืนแบบยกแผงครับ โดยมีสถาบันอุดมศึกษาไทยถึง 7 แห่งที่จับมือกันเข้าสู่ทำเนียบ 100 อันดับแรกของโลก (Overall Top 100) ได้แก่
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับ 19), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อันดับ 46), มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (อันดับ 47), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับ 49), มหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับ 56), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (อันดับ 81) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (อันดับ 91)
ตัวเลขและอันดับเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ แต่วันนี้สถาบันการศึกษาของเราได้พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถหลอมรวมงานวิชาการและงานวิจัยประสิทธิภาพสูง เข้ามาตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาสังคมในมิติต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็น "ดีเอ็นเอใหม่" ของอุดมศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน
"ผมขอขอบคุณในความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเสียสละของประชาคมอุดมศึกษาทุกท่าน ทั้งคณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนิสิตนักศึกษาทุกคน ผลสำเร็จในครั้งนี้คือเครื่องยืนยันว่า ระบบอุดมศึกษาไทย มีศักยภาพและความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลก และกระทรวง อว. พร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนทุกกลไก เพื่อส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน" ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ





