คพ. คุมเข้มส่งออก-นำผ่าน "ของเสียพลาสติก Y48" ป้องกันลักลอบเคลื่อนย้ายข้ามแดนผิดกฎหมาย ยกระดับจัดการของเสียตามมาตรฐานสากล
KEY POINTS
- กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ผลักดันมาตรการควบคุมการส่งออกและนำผ่านของเสียพลาสติกที่ไม่เป็นอันตราย (ประเภท Y48) อย่างเข้มงวด
- การควบคุมดังกล่าวเป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซลฯ เพื่อยกระดับการจัดการของเสียพลาสติกข้ามแดนของไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
- คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้เห็นชอบมาตรการแล้ว โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาควบคุม
วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เดินหน้าผลักดันมาตรการควบคุมการส่งออกและนำผ่านของเสียพลาสติกที่ปะปนกัน และไม่ใช่ของเสียพลาสติกที่เป็นอันตราย (ประเภท Y48) อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียพลาสติกอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซลฯ ซึ่งกำหนดให้ของเสียพลาสติกประเภทดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการแจ้งขอความยินยอมล่วงหน้า (Prior Informed Consent: PIC) ก่อนการเคลื่อนย้ายข้ามแดน
ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (อธิบดี คพ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาคำนิยามของ "ของเสียพลาสติกที่ไม่เป็นอันตรายประเภท Y48" และจัดทำกรอบแนวทางควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านกฎหมาย การค้า เศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการลักลอบเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอย่างผิดกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากการจัดการของเสียที่ไม่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าต่อระบบการกำกับดูแลของประเทศไทย และคณะอนุกรรมการอนุสัญญาบาเซลฯ ได้เห็นชอบมาตรการและกรอบแนวทางดังกล่าว
ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ได้เห็นชอบมาตรการควบคุมการส่งออกและนำผ่าน "ของเสียพลาสติกที่ไม่เป็นอันตรายประเภท Y48" ตามที่ คพ. เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม (กรมโรงงานอุตสาหกรรม - กรอ.) เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาควบคุม และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศบังคับใช้ต่อไป
"การดำเนินมาตรการนี้จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการของเสียพลาสติกข้ามแดนของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ลดภาระค่าใช้จ่ายจากกรณีการขนย้ายของเสียผิดกฎหมาย เสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน" ดร.สุรินทร์ กล่าว





