การจัดการน้ำและภัยพิบัติของไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “การแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่ “การป้องกันและเตรียมพร้อมล่วงหน้า” โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
KEY POINTS
-
“ถอดแนวทางสู้วิกฤติน้ำท่วม-น้ำแล้ง ด้วยการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม และพลังภาคีวิจัย” ระดมข้อเสนอจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน เพื่อสร้างแนวทางรับมือภัยพิบัติ ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
-
เสนอ “โมเดลต้นแบบ” จาก 3 ภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยสามารถขยายผล และสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
-
การจัดการน้ำและภัยพิบัติของไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “การแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่ “การป้องกันและเตรียมพร้อมล่วงหน้า” โดยอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งวิกฤติน้ำท่วม และภัยแล้งรุนแรงมากขึ้นทุกปี การบริหารจัดการภัยพิบัติในอนาคต จึงไม่อาจพึ่งพาการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว
นี่คือประเด็นสำคัญจากเวที “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” หรือ Thailand Research Expo 2026” ภายใต้หัวข้อหลัก “จากงานวิจัยต้นแบบ สู่การขยายผลเชิงพื้นที่ และพัฒนาเชิงระบบ”
มีการแลกเปลี่ยนมุมมองสำคัญ ในหัวข้อย่อย “ถอดแนวทาง สู้วิกฤติน้ำท่วม-น้ำแล้ง ด้วยการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม และพลังภาคีวิจัย” ซึ่งรวบรวมข้อเสนอจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน เพื่อสร้างแนวทางรับมือภัยพิบัติ ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยเครือข่าย
รศ.ดร. วสันต์ พลาศัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
ผศ.ดร. ก้องภพ ชาอามาตย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
ดร. ณพล อนุตตรังกูร มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
ผศ.ดร. สมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
วิทยากรจากหน่วยงานเครือข่าย
ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
สหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
นัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมอุตุนิยมวิทยา
ภิญญาพัชญ์ จุลสุข ผู้อำนวยการกองอนามัยฉุกเฉิน กรมอนามัย
เวทีนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการน้ำและภัยพิบัติของไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “การแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่ “การป้องกันและเตรียมพร้อมล่วงหน้า” โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
บทบาทหน่วยงานรัฐ กลไกหลัก
ผู้แทนจากหน่วยงานภารกิจหลักสะท้อนว่า แม้แต่ละหน่วยงานจะมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทุกภารกิจล้วนเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รับหน้าที่กำหนดนโยบาย และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับมหภาค และระดับลุ่มน้ำ ทั้งการควบคุมการผันน้ำ การพร่องน้ำในเขื่อนสำคัญ อาทิ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนนเรศวร ตลอดจนขับเคลื่อนพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการลุ่มน้ำร่วมกันอย่างมีเอกภาพ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ดำเนินงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การเตรียมพร้อม การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟูหลังเกิดภัย ผ่านศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั้ง 18 แห่งทั่วประเทศ โดยทำหน้าที่สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดในการบัญชาการเหตุการณ์
ด้านกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีบทบาทสำคัญในการดูแลประชาชนในภาวะวิกฤติตามแนวคิด 2P2R ได้แก่ Prevention, Preparation, Response และ Recovery โดยเฉพาะการจัดการน้ำดื่ม อาหาร สุขอนามัย และระบบสุขาภิบาลภายในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อป้องกันโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำท่วม
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำข้อมูลพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงข้อมูลภูมิอากาศระยะยาว การเกษตร และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญต่อการพัฒนาระบบเตือนภัยสมัยใหม่ของประเทศ
กฎหมาย-งบฯ-ข้อมูล โจทย์ใหญ่
แม้ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของไทยจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เวทีแลกเปลี่ยนครั้งนี้สะท้อนว่า ยังมีช่องว่างหลายประการที่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน
หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณ ซึ่งยังไม่เอื้อต่อการป้องกันภัยล่วงหน้า เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำหรือการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำก่อนเกิดเหตุ ขณะที่งบประมาณส่วนใหญ่ยังมุ่งไปสู่การเยียวยา หรือบรรเทาความเสียหายภายหลังภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ข้อมูลด้านการพยากรณ์น้ำหลากฉับพลัน หรือ Flash Flood ซึ่งในหลายพื้นที่ยังต้องการความแม่นยำ และความละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ และลุ่มน้ำก่ำ-ลุ่มน้ำสงคราม รวมถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) และการพยากรณ์เชิงผลกระทบ (Impact-Based Forecast) ที่สามารถระบุผลกระทบต่อพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ปัญหาการโยกย้ายบุคลากรและผู้บริหารในพื้นที่ ยังทำให้การส่งต่อองค์ความรู้ และนวัตกรรมขาดความต่อเนื่อง หลายพื้นที่ต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบ
ส่วนระบบเตือนภัยในปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยี Cell Broadcast เข้ามาช่วย แต่ยังพบปัญหาการแจ้งเตือนที่ไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริง รวมถึงประชาชนบางส่วนยังไม่เชื่อมั่นต่อระบบเตือนภัยและไม่ยอมอพยพ เนื่องจากขาดความรอบรู้ด้านภัยพิบัติและสุขภาพ
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ การบริหารจัดการน้ำข้ามลุ่มน้ำและข้ามจังหวัด ซึ่งยังขาดแผนแม่บทร่วมและตัวชี้วัดเดียวกัน ส่งผลให้การตัดสินใจบางเรื่องไม่สามารถบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ซึ่งไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาก่อน
ต้นแบบ 3 ภูมิภาค ทำได้จริง
เวทีดังกล่าวยังนำเสนอ “โมเดลต้นแบบ” จาก 3 ภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยสามารถขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ภาคใต้ : เชื่อมข้อมูล วิทยาศาสตร์ และชุมชน
โมเดลภาคใต้ยึดหลัก “เตรียมน้ำท่วมตั้งแต่ช่วงภัยแล้ง” หรือทฤษฎีไก่-ไข่-ลิง ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ Data, Intelligent และ Action
เริ่มจากการบูรณาการข้อมูล การส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานภารกิจ และพัฒนาเป็นเครื่องมือใช้งานจริง เช่น เป้พารอด แผนที่ดิจิทัล และระบบช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ พร้อมสร้างนักบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงพื้นที่ (ADM) ที่ทำงานร่วมกับเยาวชนและชุมชน จนสามารถนำระบบดิจิทัลไปใช้ได้จริงในจังหวัดปัตตานี
ภาคกลาง : สูตรสำเร็จ “หิน 3 ก้อน” ที่บึงบอระเพ็ด
กรณีศึกษาบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องน้ำ ที่ดิน และอาชีพ สามารถทำได้ผ่านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
การนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาจัดทำแผนที่ ช่วยลดข้อขัดแย้งและสร้างความเข้าใจร่วมกัน พร้อมพัฒนาโมเดลความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ คนในพื้นที่ และหน่วยงานรัฐ หรือที่เรียกว่า “หิน 3 ก้อน” จนเกิดนโยบาย “นครสวรรค์หนึ่งเดียว” และการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน
ภาคอีสาน : หนองหารกับ Sandbox เมืองปลอดภัย
จังหวัดสกลนครพัฒนา Sandbox ด้านการจัดการน้ำท่วมในพื้นที่หนองหาร โดยใช้แผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) ระบุจุดเศรษฐกิจ พื้นที่เปราะบาง และจุดเสี่ยงสำคัญ
นอกจากนี้ ยังใช้ระบบตรวจวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ Dashboard กลาง และนวัตกรรม SOS Box ควบคู่กับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประจำหมู่บ้าน (ทสม.) เพื่อให้การเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วมากขึ้น
มหาวิทยาลัย“โซ่ข้อกลาง” เชื่อมองค์ความรู้สู่พื้นที่
ข้อเสนอสำคัญจากหน่วยงานภารกิจ คือ การเพิ่มบทบาทของสถาบันการศึกษาในการปิดช่องว่างของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ
ในมิติด้านเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสามารถนำ AI และ Machine Learning มาพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ การพยากรณ์เอลนีโญระดับจังหวัด การจัดทำ One Map และฐานข้อมูลกลางระดับ Micro Scale เพื่อให้การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast มีความแม่นยำถึงระดับชุมชน
ด้านการเกษตร สามารถพัฒนาเซ็นเซอร์ และระบบพยากรณ์เชิงผลกระทบที่จำแนกตามชนิดพืช เพื่อช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจของเกษตรกร
ขณะเดียวกัน ยังมีการเสนอให้ออกแบบนวัตกรรมปรับปรุงคุณภาพน้ำท่วม หรือน้ำฝน ให้สามารถใช้เป็นน้ำดื่มในศูนย์พักพิง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในภาวะวิกฤติ
ในมิติทางสังคม มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการศึกษาความเหมาะสมของจุดจัดตั้งศูนย์พักพิงล่วงหน้า การวางเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการถอดบทเรียนจากการซ้อมแผนอพยพระดับชุมชน
อีกภารกิจสำคัญคือ การพัฒนาหลักสูตรสร้างนักจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ หรือ Community-Based Risk Management (CBRM) เพื่อยกระดับศักยภาพของเยาวชนและอาสาสมัคร พร้อมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและภัยพิบัติให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 2-3 วันก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าถึงพื้นที่
จากงานวิจัยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
นอกเหนือจากงานวิจัยด้านเทคโนโลยีแล้ว ภาควิชาการยังถูกคาดหวังให้ช่วยศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งบประมาณเชิงป้องกันมากขึ้น
รวมถึงการศึกษาแนวทางจัดตั้งกองทุนสาธารณภัยในรูปแบบการประกันภัยพิบัติ และมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจภาคเอกชน และประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอให้ผลักดันกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ เพื่อจัดทำแผนร่วมข้ามลุ่มน้ำและสร้างระบบบัญชาการเดียว (Single Command) ที่สามารถเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำระหว่างจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากงานวิจัยต้นแบบ สู่ภูมิคุ้มกันของชุมชนไทย
บทสรุปจากการ “ถอดแนวทางสู้วิกฤติน้ำท่วม-น้ำแล้ง ด้วยการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม และพลังภาคีวิจัย” เวที Thailand Research Expo 2026 ชี้ชัดว่า การรับมือวิกฤติน้ำท่วมและภัยแล้งในอนาคตจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของภาครัฐ นักวิชาการ และประชาชนในฐานะ “หุ้นส่วน” มากกว่าผู้ปฏิบัติแยกส่วน
สถาบันวิชาการจึงไม่ควรเป็นเพียงผู้ผลิตองค์ความรู้ แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับพื้นที่ เข้ากับกลไกการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและชุมชน
เมื่อองค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถลงไปสู่ระดับหมู่บ้าน และประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของตนเองได้จริง ประเทศไทยก็จะสามารถเปลี่ยนจากการรับมือภัยพิบัติแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกัน และความยั่งยืนให้กับชุมชนได้อย่างแท้จริง





