วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

สทนช. เตือนฝนทิ้งช่วง ก.ค. นี้! กางพิกัด 24 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำ

สทนช. เตือนรับมือฝนทิ้งช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของ ก.ค. นี้ หลังพบฝนสะสมต่ำกว่าเกณฑ์ 12% กางพิกัด 24 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำ พร้อมสั่งปรับแผนระบายน้ำด่วน!

สทนช. ถกรับมือ สถานการณ์น้ำ ปี 2569 เผยฝนสะสมทั้งประเทศต่ำกว่าปกติ 12% จับตาปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคมนี้ สั่งการกรมชลประทาน-กฟผ. ปรับแผนระบายน้ำแบบพลวัต (Dynamic) เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำ ขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก พร้อมกางแผนช่วย พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ อุปโภคบริโภคและการเกษตรทั่วประเทศ

สทนช. เผยฝนสะสมต่ำกว่าเกณฑ์ 12% เตือนรับมือ "ฝนทิ้งช่วง" กรกฎาคม 2569

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2569 ว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนสะสมในปี 2569 พบข้อมูลที่น่ากังวล ดังนี้

ปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศ ต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 12 (ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่มากกว่าปกติร้อยละ 18)

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำล่าสุด มีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 44,794 ล้านลูกบาศก์เมตร (ร้อยละ 55 ของความจุ) ซึ่งน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ถึง 293 ล้านลูกบาศก์เมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) คาดการณ์ว่า

อาจเริ่มเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกรฎาคม 2569 เป็นต้นไป

ปรับแผนบริหารน้ำอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ สั่งใช้ "น้ำฝนหลัก น้ำอ่างเสริม"

ที่ประชุม สทนช. มีมติเห็นชอบให้ กรมชลประทาน และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำแบบพลวัต (Dynamic Operation Curve) มาใช้ในการปรับแผนกักเก็บและระบายน้ำให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง โดยแบ่งกลุ่มอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้

1. กลุ่มอ่างเก็บน้ำน้ำน้อย (ต้องประหยัดน้ำ) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 15 แห่ง และขนาดกลาง 79 แห่ง

2. กลุ่มอ่างเก็บน้ำน้ำมาก (ต้องเฝ้าระวังการระบาย) รวม 60 แห่ง

  • อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง อ่างฯ แม่งัดสมบูรณ์ชล, อ่างฯ กิ่วลม, อ่างฯ แม่จาง และอ่างฯ ลำปาว
  • อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 35 แห่ง
  • อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 21 แห่ง

ทั้งนี้ สทนช. เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วน "ใช้น้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลัก และใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำเสริม" เพื่อเก็บกักน้ำในอ่างให้ได้มากที่สุด สำหรับรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กางพิกัดพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2569 และแนวทางช่วยเหลือ

เพื่อรับมือกับภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง สทนช. ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ดังนี้

1. น้ำอุปโภคบริโภค (น้ำประปา)

ในเขตการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)

พบพื้นที่เสี่ยง 21 สาขา ใน 18 จังหวัด เร่งแก้ไขโดยการวางท่อส่งน้ำ สูบน้ำจากแหล่งสำรอง สร้างฝายชั่วคราว ขุดลอก และจัดหาน้ำดิบจากเอกชน โดยมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังดังนี้

  • ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ได้แก่ นครสวรรค์, เพชรบูรณ์, อุทัยธานี
  • ภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด
  • ภาคตะวันออกและภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ลพบุรี

นอกเขต กปภ. 

พบพื้นที่เสี่ยงสูงใน 24 จังหวัด 48 อำเภอ 60 ตำบล

  • ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน, ลำพูน, ลำปาง, ตาก, พิษณุโลก, นครสวรรค์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น, นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, เลย
  • ภาคกลาง & ภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, ลพบุรี
  • ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง

ด้านคุณภาพน้ำ 

พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำจากปัญหาน้ำเค็ม/คุณภาพน้ำ ในเขต กปภ. 6 สาขา ใน 4 จังหวัด ซึ่งจะแก้ปัญหาด้วยการผันน้ำจากสาขาข้างเคียงและรับซื้อน้ำดิบเสริม

  • สมุทรปราการ
  • ฉะเชิงเทรา
  • ชลบุรี
  • ระยอง

2. น้ำเพื่อการเกษตร

  • นาข้าว พืชไร่ พืชผัก กรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่าปัจจุบันยังมีน้ำเพียงพอจนถึงระยะเก็บเกี่ยว
  • สวนไม้ผลและไม้ยืนต้น เกษตรจังหวัดร่วมกับกรมชลประทานลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบสถานการณ์ และแนะนำให้ "ขุดลอกร่องสวน" เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง

สทนช. ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด