เขื่อนปราณบุรีวิกฤตน้ำเหลือแค่ 14% กรมฝนหลวงฯ เร่งบินทำฝนเทียมเติมน้ำเข้าอ่าง ดันเป้าแตะ 50% รับมือฝนทิ้งช่วงและเอลนีโญลากยาวถึงปี 70
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งเครื่องปฏิบัติการฝนหลวง เติมน้ำเข้าเขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นการด่วน หลังปริมาณน้ำใช้การได้วิกฤต เหลือเพียงร้อยละ 14 ของความจุอ่าง ท่ามกลางการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 นี้
วิกฤตเขื่อนปราณบุรี น้ำลดต่ำกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง (Lower Rule Curve)
ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำเขื่อนปราณบุรี อยู่ในขั้นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีรายละเอียดปริมาณน้ำล่าสุด ดังนี้
- ปริมาณน้ำกักเก็บทั้งหมด 72.37 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่าง)
- ปริมาณน้ำใช้การได้ เหลือเพียง 54.37 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 14 เท่านั้น)
- สถานะปัจจุบัน ระดับน้ำต่ำกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังด้านการบริหารจัดการน้ำ (Lower Rule Curve) เนื่องจากน้ำไหลเข้าอ่างยังต่ำกว่าปกติ
จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมฝนหลวงฯ จึงสั่งการให้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน เร่งบินปฏิบัติการทำฝนเทียมเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายดันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 50 ภายในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ (หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย) เพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
เปิดสถิติน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ
สำหรับภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศไทย ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 44,944 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 56 ของความจุเก็บกักทั้งหมด โดยมี ปริมาณน้ำใช้การได้จริงอยู่ที่ร้อยละ 37
พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
- ภาคกลาง มีปริมาณน้ำเหลือเพียงร้อยละ 29
- ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเหลือเพียงร้อยละ 35
- พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน กลุ่มเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
จับตา "ทุ่งกุลาร้องไห้" หวั่นกระทบข้าวหอมมะลิเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกแล้ว กรมฝนหลวงฯ ยังได้จัดตั้งทีมเฝ้าระวังพื้นที่เกษตรกรรมในภาคอีสาน โดยเฉพาะ พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซากใน จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิต "ข้าวหอมมะลิ" ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยได้รับความเสียหายจากภาวะฝนทิ้งช่วง
กรมอุตุฯ เตือน เอลนีโญแรงปลายปี 2569 ลากยาวถึงปี 2570
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์สภาพภูมิอากาศระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงปลายปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องลากยาวไปจนถึงปี 2570
สอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมของ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ได้สั่งการให้เตรียมพร้อมทั้งอากาศยาน, บุคลากร, สารฝนหลวง รวมถึงเปิดวอร์รูม (War Room) ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเดินหน้าเพิ่มน้ำต้นทุนเข้าอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดก่อนจะเข้าสู่ฤดูแล้งหน้า


