ครม. ยืดเวลานำเข้าข้าวโพด AFTA ถึง 31 ส.ค. 69 บรรเทาพิษวัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดแคลน ยันผลผลิตไทยออกช้า ไม่กระทบราคาของเกษตรกร
ครม. มีมติเห็นชอบขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ AFTA ปี 2569 ขยับเส้นตายจากสิ้นสุด มิ.ย. ไปเป็น 31 ส.ค. 69 หวังบรรเทาปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดแคลน ยันไม่กระทบเกษตรกรไทยหลังพบผลผลิตจริงออกสู่ตลาดช้าลง
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ให้ขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ประจำปี 2569 สำหรับผู้นำเข้าทั่วไป
- กำหนดการเดิม วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569
- กำหนดการใหม่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569
ปรับเวลาให้ตรง "ฤดูกาลเก็บเกี่ยวจริง" ป้องกันราคาในประเทศทรุด
รองโฆษกฯ ระบุว่า สาเหตุที่ต้องขยายเวลาเนื่องจากข้อเท็จจริงของฤดูกาลผลิตปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดในเดือนกรกฎาคม แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่า ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมากจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569
สถิติที่น่าสนใจ: ผลผลิตที่จะออกในช่วงปลายปีมีปริมาณสูงถึง 4.04 ล้านตัน หรือคิดเป็น ร้อยละ 90.19 ของผลผลิตทั้งประเทศ ดังนั้น การขยายเวลานำเข้าออกไปอีก 2 เดือน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย
เปิดสาเหตุ "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ขาดแคลน หลังยอดนำเข้าวูบ 49%
ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงกว่ายอดผลิตในประเทศ (ผลิตได้ราว 5 ล้านตันต่อปี) จึงจำเป็นต้องนำเข้าภายใต้กรอบ AFTA เฉลี่ยปีละ 1.57 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 พบว่ายอดนำเข้าลดลงอย่างน่าใจหาย
- ยอดนำเข้า ก.พ. - เม.ย. 2569 นำเข้าได้เพียง 0.42 ล้านตัน
- เปรียบเทียบกับปีก่อน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ทำได้ 0.83 ล้านตัน (ลดลงถึง ร้อยละ 49)
มาตรการเข้ม PM2.5 พ่นพิษยอดนำเข้า
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดนำเข้าลดลงอย่างมาก มาจากการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ระบุว่า "การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่มีการเผาป่าหรือตอซัง" เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน
4 ประโยชน์จากการขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
การตัดสินใจขยายเวลาในครั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าจะช่วยสร้างผลดีต่อภาคปศุสัตว์และเศรษฐกิจโดยรวม 4 ด้านหลัก ดังนี้:
- ลดการขาดแคลน บรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
- ควบคุมราคา ลดแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น
- เซฟต้นทุน ช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรปศุสัตว์
- ความมั่นคงทางอาหาร รักษาเสถียรภาพภาพรวมของภาคปศุสัตว์และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
หลังจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งดำเนินการออกกฎระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องรองรับต่อไป โดยรัฐบาลยืนยันจะกำกับดูแลให้เกิดความสมดุล ระหว่างการรักษาเสถียรภาพวัตถุดิบอาหารสัตว์กับการคุ้มครองรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศอย่างเหมาะสมที่สุด


