กรมวิชาการเกษตร ขยายผลรณรงค์ลดการเผา ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง-ฟางข้าว ภายใน 5-7 วัน ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 คืนธาตุอาหารสู่ดิน
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสบความสำเร็จ ในการรณรงค์ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง และฟางข้าว เพื่อลดการเผาฟางข้าว แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภาคเกษตร และเพิ่มธาตุอาหารในดิน ในศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ แบบมีส่วนร่วม PGS นครสวรรค์ หมู่ที่ 10 บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ โดยมีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ และเข้ารับหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง และฟางข้าวแทนการเผา
ในระหว่างการสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว เพื่อลดการเผาฟางข้าว แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภาคเกษตร และเพิ่มธาตุอาหารในดิน ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS นครสวรรค์ หมู่ที่ 10 บ้านด่านพัฒนา นางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ฤดูนา ปีที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนได้จริง ดินดี ผลผลิตงาม
เพียง 7 วัน หลังหว่านจุลินทรีย์ย่อยสลาย สามารถเตรียมแปลงปลูกข้าว หรือปลูกพืชหลังนาได้ทันที ส่วนแปลงอ้อย และข้าวโพดเจริญเติบโตได้ดี โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อุ้มน้ำได้ดี เพิ่มอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารสำคัญของต้นอ่อนพืช เกษตรกรพึงพอใจ โดยจะขยายผลการใช้อย่างต่อเนื่อง
นางสุปราณี ระบุว่า ปัญหาการเผาตอซังและฟางข้าวเพื่อเตรียมแปลงนาในฤดูการผลิตถัดไปของเกษตรกร เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติของดิน ทำให้ดินแน่นทึบ อัตราการซาบซึมน้ำต่ำ ปริมาณไนโตรเจนบริเวณผิวดินลดลง รวมทั้งจำนวนและความหลากหลายของชนิดจุลินทรีย์ในดินลดลง
การเผาตอซัง ถือเป็นการสูญเสียธาตุอาหารที่ควรหมุนเวียนกลับคืนสู่ดินในพื้นที่ปลูกข้าว และยังเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และส่งผลให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5
เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และเป็นการส่งคืนธาตุอาหารรวมถึงอินทรียวัตถุลงสู่ดิน อันเป็นแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กรมวิชาการเกษตร จึงได้ร่วมกับเกษตรกร และกลุ่มเกษตรกรรณรงค์ลดการเผาตอซังข้าว โดยใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวในช่วงก่อนเตรียมแปลงปลูก สามารถย่อยสลายตอซังและฟางข้าวได้ภายใน 5-7 วัน
จากนั้นเกษตรกรสามารถเตรียมแปลงปลูกข้าวได้ตามปกติ ทั้งนี้ผลผลิตข้าวที่ได้สูงกว่าการไม่ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฯ และหากมีการใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและสภาพแวดล้อมโดยรวม เนื่องจากจุลินทรีย์ฯ ที่กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้นั้น ไม่เพียงช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรอีกด้วย
“โดยใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฯ อัตรา 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ กระจายให้ทั่วพื้นที่แปลงปลูกข้าวหลังการเก็บเกี่ยว หากแปลงใดมีปริมาณฟางข้าวมาก ก็ใช้ปุ๋ยยูเรีย หรือ ปุ๋ยหมักในปริมาณ 5 กิโลกรัมต่อไร่ แต่หากมีปริมาณฟางข้าวปานกลาง ใช้ 3 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ให้ย่อยสลายฟางข้าวได้รวดเร็วขึ้น และปล่อยให้เกิดการย่อยสลายประมาณ 5–7 วัน จากนั้นสามารถปลูกข้าวได้ตามปกติ” นางสุปรานี กล่าว
ด้านนายไกรทอง ลุนไทโย ประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS นครสวรรค์ ซึ่งเข้าร่วมโครงการฯ เปิดเผยว่า หลังจากใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวในฤดูการผลิตข้าวนาปี 2568 พบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
โดยฟางข้าวและตอซังสามารถย่อยสลายได้ตามเป้าหมาย ผลผลิตที่ได้รับมีปริมาณมากและมีคุณภาพดีกว่าการเผาและใช้ปุ๋ยเคมีเช่นในอดีต จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในฤดูการผลิตข้าวนาปี 2569 มีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางเข้ามาศึกษาเรียนรู้และรับจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวไปใช้เป็นจำนวนมาก
“ในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำนาปี หลังการเก็บเกี่ยวก็จะเตรียมแปลงเพื่อปลูกพืชหลังนาทันที โดยส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย เมื่อนำจุลินทรีย์ย่อยสลายฯ มาใช้ พบว่าเพียง 7 วัน ก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อปลูกข้าวโพดได้ทันที”
“ที่สำคัญดินในแปลงมีคุณภาพดีขึ้น มีความชื้น ดินร่วนซุย และมีอินทรียวัตถุซึ่งเป็นอาหารสำคัญของต้นอ่อนข้าวโพด ส่งผลให้พืชหลังนาเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตที่สูงขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่เลิกเผาตอซัง หันมาใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฯ ดังกล่าว” นายไกรทอง ระบุ

