ครม. เคาะ 9 มาตรการรับมือฤดูฝน 2569 ยกระดับระบบเตือนภัยน้ำท่วม-ดินถล่มล่วงหน้า สั่งสแกนพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศ ป้องกันซ้ำรอยน้ำท่วมฉับพลัน
ครม. รับทราบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ตามที่ กนช. เสนอ นายกฯ "อนุทิน ชาญวีรกูล" สั่งเดินหน้า 9 มาตรการเข้ม ยกระดับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เช็กจุดเสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม พร้อมเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ
รัฐบาลยกระดับแผนรับมือ "น้ำท่วม-ฝนทิ้งช่วง" ปี 2569
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมรายงานผลให้ กนช. ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม รวมถึงภาวะฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคมของทุกปี (ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะเริ่มต้นวันที่ 1 กันยายน ถึง 28 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป)
เปิด 9 มาตรการสำคัญ บริหารจัดการน้ำฤดูฝน 2569
รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ภายใต้ 9 มาตรการหลัก เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนี้
1. คาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ฝนและสถานการณ์น้ำ จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
2. ปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ ทบทวนเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และจัดทำแผนเผชิญเหตุในภาวะวิกฤตล่วงหน้า
3. เตรียมความพร้อมเครื่องจักรและบุคลากร จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล และอาคารชลศาสตร์ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
4. ตรวจสอบความมั่นคงโครงสร้างน้ำ ตรวจสอบคันกั้นน้ำ เขื่อน ทำนบ และพนังกั้นน้ำให้อยู่ในสภาพปลอดภัย พร้อมทำแผนสำรองกรณีฉุกเฉิน
5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เร่งกำจัดผักตบชวา วัชพืช และขุดลอกคูคลอง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่เปราะบาง
6. จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดเตรียมศูนย์พักพิง พื้นที่อพยพ อุปกรณ์ยังชีพ รวมถึงการดูแลกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายปศุสัตว์
7. เร่งเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝน บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำผิวดิน-ใต้ดิน เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป
8. สร้างการรับรู้และเครือข่ายภาคประชาชน ดึงภาคประชาชนร่วมเฝ้าระวัง แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสกัดกั้นข่าวปลอม (Fake News) อย่างทันท่วงที
9. ติดตามและประเมินผลต่อเนื่อง โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะกรรมการลุ่มน้ำ จะร่วมกันวิเคราะห์และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงตลอดฤดูฝน
เน้นข้อมูลเชิงพื้นที่ ปกป้อง "พื้นที่เปราะบาง"
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ได้มีการยกระดับจากปีที่ผ่านมา โดยเน้นการใช้ "ข้อมูลเชิงพื้นที่" (Spatial Data) และการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า มุ่งเน้นการเฝ้าระวังในพื้นที่เปราะบางสูง เช่น โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และชุมชนเสี่ยงภัย พร้อมทั้งจัดทำจุดเฝ้าระวังและวางแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
"รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการแจ้งเตือนที่แม่นยำ จะช่วยปกป้องชีวิต พี่น้องเกษตรกร และภาคเศรษฐกิจ นำไปสู่การลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด" นางสาวลลิดา กล่าวทิ้งท้าย

