เกษตรฯ สั่งรับมือเอลนีโญกลางปี 2569 ลากยาวถึงปี 2570 หวั่นฝนทิ้งช่วงกระทบวงกว้าง กางแผนเชิงรุก 7 มิติ ย้ำพื้นที่ EEC น้ำทุนยังแน่นกว่า 84% มั่นใจไม่ขาดแคลน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญช่วงกลางปี 2569 ถึงต้นปี 2570 มั่นใจพื้นที่ EEC น้ำทุนยังแน่นกว่า 84% พร้อมดันอ่างเก็บน้ำประแสร์เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก
กางแผน 7 มิติ รับมือภัยแล้ง-เอลนีโญลากยาว
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า แม้ปัจจุบันสภาวะเอนโซ่ (ENSO) จะยังคงอยู่ในช่วงเป็นกลาง แต่จากคาดการณ์พบแนวโน้มการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในช่วงกลางปี 2569 ลากยาวไปจนถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดสภาวะฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป
เพื่อป้องกันผลกระทบอย่างทันท่วงที จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินงานเชิงรุกทันที ผ่านแนวทางขับเคลื่อนเพื่อความมั่นคงด้านน้ำ 7 มิติ ดังนี้
- เฝ้าระวังใกล้ชิด : จัดทำฉากทัศน์น้ำรายเดือนเพื่อประเมินสถานการณ์
- สำรองน้ำต้นทุน : ปรับเกณฑ์การเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม
- พัฒนาแหล่งน้ำ : เร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำและแก้มลิงทั่วประเทศ
- เตรียมพร้อมเครื่องจักร : จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกล พร้อมกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
- จัดสรรน้ำเป็นธรรม : ให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมาเป็นอันดับแรก
- วางรากฐานระยะยาว : พัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงน้ำ (Water Grid) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- สื่อสารฉับไว : บูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
"แม้ภาพรวมสถานการณ์น้ำยังเป็นไปตามแผน แต่ทุกหน่วยงานห้ามประมาท ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากอุทกภัยควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำสำรอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน" รมว.เกษตรฯ กล่าว
ยกระดับการจัดการน้ำ EEC สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
จากการคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2569 ที่จะพุ่งสูงถึง 2,700 - 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับความท้าทายจากเอลนีโญ รัฐมนตรีฯ จึงกำชับให้ใช้มาตรการ "บริหารจัดการน้ำเชิงรุก" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลก
นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เผยถึงหัวใจหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่ EEC โดยมีแนวทางบริหารจัดการ ดังนี้
- ศูนย์กลางน้ำภาคตะวันออก ใช้ "อ่างเก็บน้ำประแสร์" จังหวัดระยอง เป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงระบบท่อผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำอื่น ๆ
- เพิ่มศักยภาพการสูบเติมน้ำ ในฤดูฝนนี้ จะเพิ่มการสูบผันน้ำจากคลองสะพานไปเติมอ่างฯ ประแสร์ อีก 50 ล้านลูกบาศก์เมตร
- ขยายโครงข่ายท่อส่งน้ำ เร่งผลักดันโครงการผันน้ำ อ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ เพื่อกระจายน้ำสู่จังหวัดชลบุรีอย่างมีประสิทธิภาพ
ภาคอุตสาหกรรมร่วมใจ ปรับตัวสู่ "โรงงานอัจฉริยะ"
นอกจากแผนการผันน้ำของภาครัฐแล้ว กรมชลประทานยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ วางเป้าหมายลดการใช้น้ำลง 10 - 15% พร้อมนำแนวคิดโรงงานอัจฉริยะมาใช้ ด้วยการนำน้ำเสียกลับมาบำบัดหมุนเวียนใช้ใหม่ (Recycle) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งธรรมชาติ
สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่ EEC มีปริมาณน้ำทุนสะสมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม สูงกว่า 84% ของความจุ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับป้อนนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองได้อย่างยั่งยืนแน่นอน แม้ต้องเผชิญกับสภาวะเอลนีโญก็ตาม

