สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน เฟส 2” ปูพรมค้น 32 บริษัท รวบต่างชาติทำผิดกฎหมายเพียบ ยึดที่ดินหลายสิบไร่
วันนี้ (23 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ด้านความมั่นคง) พร้อมด้วย พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการรประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ ปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ครั้งที่ 2
ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเป้าดำเนินคดีกับกลุ่มคนต่างด้าวที่ใช้บริษัทนอมินีในการกว้านซื้อและครอบครองที่ดินบนเกาะพะงัน (กลุ่มปลายน้ำ) โดยได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่งใน อ.เกาะพะงัน เปิดให้บริการสอนโยคะและจำหน่ายอาหาร
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า บริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 8 แปลง ประมาณ 7.5 ไร่ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท (ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง) ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน มีคนไทยถือหุ้นร่วมกับ นายอิชายฯ สัญชาติอิสราเอล เกินกว่าร้อยละ 50 ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริง บริษัทดังกล่าวมีนายอิชายฯเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยไม่ได้มีการลงทุนจริง
สรุปผลการปฏิบัติในวันนี้ ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ไปซื้อและครอบครองที่ดินบนเกาะพะงัน ถือเป็นปลายน้ำ ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีจำนวน 32 บริษัท ที่ดิน 45 แปลง จำนวน 40 ไร่ 11.9 ตารางวา ศาลอนุมัติหมายจับ 45 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 15 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 21 คน นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
กลุ่มที่ 2 กลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 32 บริษัท ที่ดิน 38 แปลง จำนวน 38 ไร่ 7.5 ตารางวา ศาลได้อนุมัติหมายค้น 21 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของทั้ง 32 บริษัท
ทั้งนี้ ตามนโยบายของ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบพื้นที่และกวดขันจับกุมต่างด้าวที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ตลอดจน กลุ่มคนต่างด้าวที่อยู่อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด (Overstay) จึงได้มีการตรวจสอบพื้นที่จนสามารถจับกุม Mr.Shabeel สัญชาติอินเดีย ซึ่งสิทธิการอยู่ต่อในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดไปแล้วกว่า 5 เดือน นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมชอบอาวุธปืน มีการถ่ายรูปกับทั้งอาวุธปืนสั้นและยาว เจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบคีตามีน บรรจุถุงพลาสติกใส น้ำหนักสุทธิ 1.04 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบเกาะพะงันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม ประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจใดที่คนต่างด้าวสามารถดำเนินการได้และต้องได้รับอนุญาตในในรูปแบบใด กฎหมายดังกล่าวแบ่งลักษณะธุรกิจออกเป็นหลายบัญชีโดยในส่วนที่สำคัญ คือ “บัญชีสอง” และ “บัญชีสาม” ธุรกิจตามบัญชีสองจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนธุรกิจตามบัญชีสาม คนต่างด้าวสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าวได้ โดยอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่เกาะพะงัน แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา/ภาพจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ





