วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2569

Login
Login

นักวิชาการ มธ.แนะปรับใหญ่จราจร ‘จุดตัดทางรถไฟ’ อัปเดตข้อมูลเมือง ลดเกิดซ้ำ

นักวิชาการ มธ.แนะปรับใหญ่จราจร ‘จุดตัดทางรถไฟ’ อัปเดตข้อมูลเมือง ลดเกิดซ้ำ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ “จุดตัดทางรถไฟ” พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเร่งทบทวนในเชิงระบบ แนะอัปเดตข้อมูลเมือง เชื่อมข้อมูลจราจร ลดการพึ่งพาการตัดสินใจมนุษย์ชั้นเดียว

จากเหตุการณ์ รถไฟชนรถเมล์ บริเวณ จุดตัดทางรถไฟ มักกะสันกับถนนอโศก–ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569

ดร.ภานุเดช ชุ่มเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า นอกจากประเด็นวินัยจราจรหรือการตัดสินใจในระดับบุคคลแล้ว

สิ่งที่สังคมควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจังคือแนวทางลดความเสี่ยงเชิงระบบ โดยเฉพาะการบริหารจัดการพื้นที่จุดตัดระหว่างระบบถนนและระบบราง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและมีโอกาสเกิดความขัดแย้งของการจราจรอยู่ตลอดเวลา

ดร.ภานุเดช กล่าวว่า หากพิจารณาในมุมของระบบถนน ถนนจะพยายามระบายรถให้เคลื่อนตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหารถสะสมบริเวณทางแยก

ขณะที่ในมุมของระบบราง รถไฟจำเป็นต้องรักษาแนวรางให้ปลอดจากสิ่งกีดขวางและสามารถเดินรถได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ดังนั้น จุดตัดระหว่างถนนกับทางรถไฟจึงเป็นพื้นที่ที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทั้งสองระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ ขบวนรถไฟมีระยะเบรกสูงและไม่สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เหมือนรถยนต์ ดังนั้น แม้ผู้ควบคุมขบวนจะมองเห็นสิ่งกีดขวางด้านหน้า ก็อาจไม่สามารถหยุดรถได้ทันในบางสถานการณ์

"หลายประเทศจึงไม่ได้พึ่งเพียงป้ายเตือนหรือการเพิ่มความระมัดระวังของผู้ใช้ถนนเท่านั้น แต่พยายามออกแบบและบริหารจัดการจุดตัด เพื่อลดโอกาสการเกิดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง” ดร.ภานุเดช กล่าว

นักวิชาการ มธ.แนะปรับใหญ่จราจร ‘จุดตัดทางรถไฟ’ อัปเดตข้อมูลเมือง ลดเกิดซ้ำ

ดร.ภานุเดช กล่าวว่า การปรับปรุงการบริหารจัดการบริเวณจุดตัดจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านระบบราง ระบบถนน และการจราจร เนื่องจากบริบทของเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ทั้งจำนวนประชากร กิจกรรมการใช้พื้นที่ สิ่งปลูกสร้าง ปริมาณการจราจร รวมถึงรูปแบบของทางแยกและโครงข่ายถนนโดยรอบ

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการออกแบบและปรับปรุงการควบคุมสัญญาณไฟจราจร การระบายรถ และการประเมินความเสี่ยงบริเวณจุดตัด

เพื่อให้การบริหารจัดการสามารถสอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ หากบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม เราจะลดโอกาสการเกิดปัญหารถค้างบริเวณจุดตัดทางรถไฟ หรือกรณีที่สัญญาณจราจรยังปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่ แม้ว่าด้านหน้าจะเริ่มเกิดการสะสมของปริมาณรถแล้วได้ เชื่อว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่มีใครต้องการจอดค้างบนรางรถไฟ เนื่องจากทุกคนต่างทราบถึงความเสี่ยงของอุบัติเหตุ

ดังนั้น ระบบจราจรควรตอบสนองต่อสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างสอดคล้อง เช่น เมื่อพื้นที่หลังจุดตัดเริ่มเต็ม ระบบสัญญาณก็ควรช่วยชะลอหรือจำกัดการปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่เพิ่มเติม

"หากพัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานลักษณะ Real-time จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงบริเวณจุดตัดได้มากขึ้น"

โดยเฉพาะข้อมูลด้านสัญญาณจราจร สถานะการจราจร และข้อมูลเตือนความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบถนนและระบบรางร่วมกัน

 

ทั้งนี้ปัจจุบันความปลอดภัยบริเวณจุดตัดหลายแห่งยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ขับขี่ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้

ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการที่แต่ละส่วนทำงานได้ดีแยกจากกัน แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมของวิศวกรรมความปลอดภัย ระบบที่ดีต้องออกแบบภายใต้การยอมรับว่า ความผิดพลาดของมนุษย์มีโอกาสเกิดขึ้นได้

ควรมีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยลดโอกาสที่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจะนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง

นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มนำเทคโนโลยีตรวจจับสิ่งกีดขวาง กล้องอัจฉริยะ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้เพิ่มความปลอดภัยบริเวณจุดตัดมากขึ้น ซึ่งอนาคตประเทศไทยอาจพิจารณาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่

รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลด้านการจราจรและจุดเสี่ยงที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ทั้งหน่วยงานและประชาชนสามารถติดตามสภาพการจราจรหรือความเสี่ยงในพื้นที่ได้มากขึ้น คล้ายกับข้อมูลที่แสดงบนแอปพลิเคชันนำทางต่างๆ

“การระบุความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องยังเป็นสิ่งสำคัญตามกระบวนการ แต่การถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุที่ดีไม่ควรจบเพียงการชี้ความผิดของบุคคลเท่านั้น ควรนำไปสู่การกลับมาตรวจสอบและอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ เพื่อยับยั้งป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำอีกในอนาคต” ดร.ภานุเดช กล่าว

การลดจำนวนขบวนรถไฟที่เข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเมืองอาจช่วยลดความถี่ของความขัดแย้งบริเวณจุดตัดในระยะสั้นได้บางส่วน

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวควรพิจารณาผลกระทบต่อผู้โดยสารและประสิทธิภาพของโครงข่ายระบบรางโดยรวมควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาระการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางเพิ่มขึ้น

รวมถึงส่งผลต่อเวลาเดินทางและความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ฉะนั้นในระยะยาว การแก้ปัญหาจึงควรมุ่งลดความเสี่ยงจุดตัดและการพัฒนาการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างระบบถนนและระบบราง มากกว่าการลดศักยภาพของระบบขนส่งทางรางเข้าสู่เมือง