ปราบปรามมิจฉาชีพ เงินหมุนเวียนพันล้าน แก๊งโรแมนซ์สแกม เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ บุกจับสาวใหญ่จัดหาบัญชีม้า
กรณีปราบปรามมิจฉาชีพ เงินหมุนเวียนพันล้าน แก๊งโรแมนซ์สแกม เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ บุกจับสาวใหญ่ จัดหาบัญชีม้า
วานนี้ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร้อยตำรวจเอก ทินวุฒิ สีละพัฒน์ ผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ คณะพนักงานสอบสวน คดีพิเศษที่ 112/2568 และเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว เข้าทำการจับกุม นางสาว ว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2699/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นหนึ่งในแก๊งหญิงไทยที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ชาวไนจีเรีย
มีบทบาทสำคัญในการจัดหาบัญชีม้าจากทั่วประเทศ ส่งต่อให้กลุ่มขบวนการต่าง ๆ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มโรแมนซ์สแกม เพื่อนำไปใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย ก่อนร่วมกันวางแผนยักย้ายถ่ายเทเงินออกจากบัญชี โดยพบมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 45 ล้านบาท
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 2568 กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้จับกุมดำเนินคดีกลุ่มนายอิเกดิฯ (สงวนนามสกุล) สัญชาติไนจีเรีย นางสาว อ สัญชาติไทย พร้อมพวก
ซึ่งเป็นตัวการสำคัญทำหน้าที่เป็นนายหน้าติดต่อว่าจ้างบุคคลให้เปิดบัญชีม้าและซิมผี ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เพื่อกระจายส่งต่อให้กับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมชาวไนจีเรียและเครือข่ายอื่นนำไปใช้ในการหลอกลวงประชาชน
กลุ่มผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับบัญชีม้ากว่า 1,000 บัญชี มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1,200 ล้านบาท และมีผู้เสียหายถูกหลอกลวงในหลายพื้นที่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 45 ล้านบาท
อีกทั้งยังเชื่อว่ามีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดเพิ่มเติม จนพบว่า นางสาว ว เป็นผู้สั่งการให้นางสาว อ จัดหาบัญชีม้าเพื่อใช้ในการหลอกลวงผู้เสียหายในลักษณะโรแมนซ์สแกม รวมทั้งร่วมกันวางแผนยักย้ายเงินออกจากบัญชี
โดยพบพฤติการณ์เคลื่อนไหวของเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2563 และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีผู้ต้องหา พบเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท
กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ ก่อนเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐาน
- ร่วมกันเป็นอั้งยี่
- ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
- ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น
- ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือบิดเบือน
- สมคบกันฟอกเงิน
- ร่วมกันฟอกเงิน
ทั้งนี้ ยังพบเบาะแสว่านอกจากกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้ว ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกจำนวนมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเร่งสืบสวนสอบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
พร้อมบูรณาการร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว หากประชาชนได้รับความเสียหายหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายดังกล่าว

