ตร.ขยายผล หมิงเฉิน หนุ่มจีนคลังแสงพัทยา เปิดแชทลับมัดตัว โยงเครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชา เตรียมรื้อระบบ "วีซ่าอีลิท-บัตรสีชมพู" ปิดช่องโหว่ทุนเทา ใช้สิทธิ์พำนักในไทย
ตร.ขยายผล "หมิงเฉิน" หนุ่มจีนซุกคลังแสงพัทยา พบหลักฐานแชทลับมัดตัว โยงเครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชา เตรียมเปิดศึกล้างกลุ่มแก๊งข้ามชาติ พบเส้นเงินพุ่งเป้าฟอกเงินคริปโตฯ หลักสิบล้าน ขณะที่ สตช. เตรียมยาแรงรื้อระบบ "วีซ่าอีลิท-บัตรสีชมพู" ปิดช่องโหว่ทุนเทาใช้เงินซื้อสิทธิ์พำนักในไทย ด้านเจ้าตัวเครียดจัดจนช็อกคาคุก คอมมานโดเฝ้า 24 ชม.
ความคืบหน้าคดีความมั่นคงกรณี นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 31 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในพื้นที่ จ.ชลบุรี จนนำไปสู่การขยายผลตรวจพบคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก อาทิ ระเบิด C4, ปืน M16 และระเบิดสังหารซุกซ่อนในบ้านพักใกล้เมืองพัทยา
ล่าสุด วันนี้ 12 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางดิจิทัล พบประวัติการแชทสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการเริ่มสะสมอาวุธมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยมูลเหตุจูงใจสำคัญมาจากการเตรียมการเพื่อรับมือกับความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง
ทั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กล่าวยืนยันว่า จากพยานหลักฐานที่มีในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าผู้ต้องหาหรือเครือข่ายมีเป้าหมายที่จะก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายประชาชนคนไทยแต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และสะสมอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายนั้น ถือเป็นสิทธิในการให้การของผู้ต้องหา แต่ในทางคดี เจ้าหน้าที่จะยึดถือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายเป็นสำคัญ
แกะรอยเส้นเงินหลักสิบล้าน โยงบัญชีม้า-คริปโทฯ แก๊งคอลเซ็นเตอร์
ในด้านการตรวจสอบเส้นทางการเงิน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ได้รับมอบหมายให้เข้ามาตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยพบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลายสิบล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับบัญชีธนาคารและบัญชีคริปโทเคอร์เรนซีที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบริษัทที่ผู้ต้องหาเคยจดทะเบียนร่วมกับอดีตภรรยา ตลอดจนตรวจสอบมูลเหตุของการจดทะเบียนสมรส เพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดทั้งหมด
สะเทือน "วีซ่าอีลิท" สตช. จ่อรื้อระบบสกัด "ทุนจีนสีเทา" สวมสิทธิ์
สำหรับประเด็นด้านสถานะบุคคลและการเดินทางเข้าประเทศของผู้ต้องหานั้น จากการตรวจสอบพบว่านายหมิงเฉิน ซัน เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศจีนและกัมพูชา ประกอบกับการถือครองวีซ่าประเภท PE (Privilege Entry Visa) หรือ วีซ่าอีลิท ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ต้องหามีสถานะพำนักระยะยาว (Residence) ในประเทศเกาหลีใต้ และมีการทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรสีชมพู
จากกรณีดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียน โดยจะเสนอให้มีการประสานข้อมูลด้านความมั่นคงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการพิจารณาออกวีซ่า และอาจนำระบบการให้คะแนน (Scoring) สำหรับชาวต่างชาติมาใช้ในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มอาชญากรอาศัยกำลังทรัพย์ในการใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ
ส่วนกรณีการทุจริตเรียกรับเงิน 2,000 บาท เพื่อทำข้อมูลเท็จในการออกบัตรสีชมพูนั้น ถือเป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีการสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ในส่วนของการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ขณะนี้มีผู้ต้องหาในคดีรวมทั้งสิ้น 6 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืนสั้น Glock ให้กับผู้ไม่มีคุณสมบัติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งเรื่องสอบสวนทางวินัยและดำเนินคดีอาญาแล้ว
ขณะที่แหล่งที่มาของอาวุธสงครามอย่างปืน M16 และวัตถุระเบิด แม้กลุ่มผู้ค้าจะพยายามทำลายหลักฐานด้วยการลบหมายเลขประจำปืน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถสืบทราบแหล่งที่มาได้อย่างน้อย 1 กระบอกแล้ว และกำลังเร่งสืบสวนต่อถึงกระบวนการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มข้น
อัปเดตอาการ "หมิงเฉิน" หลังช็อกคาเรือนจำ คอมมานโดเฝ้า 24 ชม.
ส่วนสถานการณ์ล่าสุดของผู้ต้องหา ที่พบว่ามีอาการชักเกร็งและช็อกอย่างรุนแรงจากความเครียดและการอดอาหารติดต่อกัน 3 วันระหว่างถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา ทำให้ต้องถูกส่งเข้ารับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาล โดยขณะนี้อาการปลอดภัยแล้วแต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอด 24 ชั่วโมงจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (คอมมานโด)
ทั้งนี้ผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมดูแลของกรมราชทัณฑ์ จึงขอให้ทางราชทัณฑ์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดด้านสุขภาพ
อ้างอิง-ภาพ : nationtv

