รัฐบาล ยันไทยยังปลอดภัย! ยกระดับเฝ้าระวัง 'ไวรัสฮันตา' เข้มงวดทุกด่าน หลัง WHO พบผู้ติดเชื้อในต่างประเทศ ย้ำความเสี่ยงต่ำ แนะวิธีป้องกัน-อาการเบื้องต้นที่ต้องระวัง
กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง "โรคไวรัสฮันตา" หลัง WHO รายงานพบผู้ติดเชื้อในต่างประเทศ ย้ำยังไม่พบการระบาดในไทย พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเองจากหนูพาหะนำโรค
สรุปสถานการณ์ไวรัสฮันตาในประเทศไทย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดของ โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานพบผู้ติดเชื้อเชื่อมโยงกับเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
- สถานการณ์ในไทย : ปัจจุบัน ยังไม่พบการระบาด และความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับ "ต่ำ"
- การเฝ้าระวัง : เพิ่มความเข้มข้น ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และระบบเฝ้าระวังภายในประเทศ
- มาตรการทางกฎหมาย : เตรียมพิจารณากำหนดให้เป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อการตอบโต้ที่รวดเร็ว
ไวรัสฮันตา คืออะไร? ติดต่อทางไหน?
โรคไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่อที่มี "สัตว์ฟันแทะ" เช่น หนูนาและหนูบ้าน เป็นพาหะสำคัญ
ช่องทางการติดต่อ:
- การสูดดม : หายใจเอาฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูเข้าไป (มักเกิดในพื้นที่อับอากาศ)
- การสัมผัส : สัมผัสสิ่งปนเปื้อนแล้วนำมาสัมผัสจมูก ปาก หรือตา
- การติดต่อจากคนสู่คน : พบได้น้อยมากและจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น
อาการเบื้องต้น : คล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หากอาการรุนแรงอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจหรือไต ปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีน การรักษาจึงเน้นตามอาการเป็นหลัก
รัฐบาลสั่งการเข้ม 3 ด้าน รับมือโรคอุบัติใหม่
เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ รัฐบาลได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคดำเนินการเชิงรุก ดังนี้:
- คัดกรองผู้เดินทาง : ประสานสายการบินและท่าเรือ ตรวจสอบผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง
- แจ้งเตือนสาธารณสุข : ให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเพิ่มความไวในการคัดกรองผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสหนู
- ประเมินความเสี่ยง : จัดทำแนวทางตอบโต้สถานการณ์และเตรียมระบบเฝ้าระวังให้ทันสมัย
วิธีป้องกัน "ไวรัสฮันตา" สำหรับประชาชน
ประชาชนสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
- หลีกเลี่ยงพื้นที่อับ : อย่าเข้าไปในบริเวณที่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของหนูโดยไม่จำเป็น
- ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี : หากต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง "ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่น" เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก่อน
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ : รักษาความสะอาดในบ้านและที่ทำงาน ไม่ให้มีเศษอาหารที่เป็นแหล่งดึงดูดหนู
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าวทิ้งท้าย

