เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวโน้มการย้ายถิ่นของความมั่งคั่ง (Wealth Migration) ที่กำลังเป็นปรากฏการณ์สำคัญของเศรษฐกิจโลกว่า ไทยมีโอกาสใช้กระแสดังกล่าวเป็นแรงส่งสู่การยกระดับประเทศ หากสามารถต่อยอดจากการเป็น 'Safe Haven' ไปสู่การเป็น 'Economic Hub' ได้อย่างจริงจัง
ข้อมูลจาก Henley & Partners คาดการณ์ว่า ในปี 2025 จะมีมหาเศรษฐีกว่า 142,000 คนทั่วโลกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ที่เงินทุนและบุคคลสามารถเลือกที่อยู่และฐานการลงทุนได้มากขึ้น
'นี่ไม่ใช่เพียงการย้ายถิ่นของคน แต่คือการแข่งขันระหว่างประเทศในการดึงดูดคนเก่ง เงินทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจ' อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว
ประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย กลายเป็นปลายทางสำคัญของกระแสดังกล่าว เพราะสามารถสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบาย กฎเกณฑ์ด้านภาษีและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย นายเศรษฐามองว่า ไทยเริ่มปรากฏอยู่ในเรดาร์ของการเคลื่อนย้ายนี้มากขึ้น สะท้อนจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภูเก็ต รวมถึงความสนใจต่อโครงการ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ซึ่งมีผู้สมัครหลายหมื่นรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลของ BOI อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องพัฒนาเพื่อเปลี่ยนจาก 'ที่พัก' ไปสู่ 'จุดหมายระยะยาว' ของนักลงทุน
'ประเทศที่ดึงดูดเงินทุนระยะยาวได้ ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีความเสี่ยง แต่คือประเทศที่คาดการณ์ได้ มีความต่อเนื่องของกติกา และสร้างความมั่นใจได้' นายเศรษฐา กล่าว
ข้อมูลจาก World Bank และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่สะท้อนว่า เงินทุนส่วนหนึ่งที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนายังเป็นการลงทุนระยะสั้น (Portfolio Flows) มากกว่าการลงทุนโดยตรง (FDI) ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ หากต้องการยกระดับคุณภาพของเงินทุนที่เข้าประเทศ
นายเศรษฐา กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการดึงดูดทุนต่างชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความพร้อมของไทยในการรองรับ 'เศรษฐกิจชุดใหม่' ที่เชื่อมโยงกับโลก และขับเคลื่อนด้วยทักษะรูปแบบใหม่
ขณะที่ข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า แรงงานไทยกว่า 70% ยังอยู่ในกลุ่มทักษะระดับกลางถึงต่ำ และยังกล่าวเตือนว่า หากไทยไม่เร่งยกระดับทักษะแรงงานและสร้างการเชื่อมโยงระหว่างทุนระดับโลกกับคนในประเทศ อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น ในภาพรวมจำเป็นต้องมองประเทศไทยในอนาคตว่า ต้องมีเมืองในระดับ Metropolitan และทำให้คนไทยมี Mindset แบบ Metropolitan ไปพร้อม ๆ กัน
ในมุมเชิงนโยบาย นายเศรษฐา เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งสร้างกติกาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาทักษะกำลังคน ขณะที่ภาคเอกชนและภาคการศึกษาต้องร่วมยกระดับศักยภาพคนไทยให้พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจใหม่
'คำถามไม่ใช่ว่าไทยจะเป็น Safe Haven ได้หรือไม่ แต่เราจะต่อยอดไปสู่การเป็น Economic Hub ได้อย่างไร และทำอย่างไรให้คนไทยเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้'
ทั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า 'ความสำเร็จของประเทศในยุค Wealth Migration จะไม่ได้วัดจากจำนวนคน หรือเงินทุนที่ไหลเข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจาก โอกาส และ wealth ที่คนไทยจะได้รับเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย'


