เจาะลึก ไทยช่วยไทย พลัส รัฐช่วยจ่าย 60% เริ่มเฟสแรก มิ.ย. 69 นี้! เปิดเงื่อนไขรับวงเงินรายเดือน 1,500 บาท พร้อมเช็กไทม์ไลน์เตรียมลงทะเบียนที่นี่
รัฐบาล เตรียมเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ภายใต้ชื่อ "ไทยช่วยไทย พลัส" ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการคนละครึ่ง ปรับสูตรใหม่รัฐสมทบ 60% ประชาชนจ่าย 40% หวังดึงเม็ดเงินสะพัดช่วงครึ่งหลังปี 2569
คลังเล็งปรับโมเดลใหม่ รัฐช่วยมากขึ้นเป็น 60%
นายภราดร ปริศนานันทกุล เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ว่าขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังเร่งศึกษาโมเดลการดำเนินงาน ซึ่งจะมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงการ "คนละครึ่ง" ที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต แต่มีการปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
โดยเบื้องต้นมีแนวคิดที่จะปรับสัดส่วนการสนับสนุนจากเดิม (50:50) เป็น รัฐบาลช่วย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% เพื่อลดภาระค่าครองชีพและจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มร้านค้าปลีกและผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น
เปลี่ยนวิธีเติมเงิน เป็นรายเดือน 1,000 - 1,500 บาท
ในส่วนของวงเงินรวมตลอดโครงการ ยังอยู่ในระหว่างการสรุปตัวเลขที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนจากการให้วงเงินก้อนเดียว มาเป็นการกำหนด วงเงินใช้จ่ายรายเดือน เช่น 1,000 หรือ 1,500 บาทต่อคนต่อเดือน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
จ่อชง ครม. เศรษฐกิจ 27 เมษายนนี้
ทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เตรียมนำรายละเอียดโครงการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ในวันที่ 27 เมษายนนี้ เพื่อพิจารณาโครงสร้างโครงการอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ระบุว่า รายละเอียดทั้งหมดระบุว่ายังไม่สิ้นสุด ต้องมีการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและแหล่งเงินทุนให้รอบคอบที่สุด เพื่อให้มาตรการนี้ออกมาตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในระยะแรก (มิถุนายน - กรกฎาคม) รัฐบาลมีแผนจะใช้างบกลางวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาทในการขับเคลื่อนโครงการไปก่อน เนื่องจากขั้นตอนการโอนงบประมาณปกติตามปีงบประมาณอาจเริ่มได้เร็วที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569
สรุปไทม์ไลน์โครงการ (คาดการณ์)
- 27 เมษายน 2569 : นำเสนอรูปแบบโครงการต่อ ครม. เศรษฐกิจ
- พฤษภาคม 2569 : เตรียมความพร้อมระบบและเปิดลงทะเบียน (หากมี)
- มิถุนายน 2569 : เริ่มมาตรการเฟสแรก ใช้วงเงินจากงบกลาง
โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ถือเป็นความหวังในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีความผันผวน


