เช็กอัปเดตล่าสุด สถิติโกงออนไลน์! มิจฉาชีพหลอกโอนเงินสัปดาห์เดียว 370 ล้านบาท ตำรวจประกาศเตือนกลุ่มลงทุน ย้ำเสียหายหนักเจ็บสุด
กรุงเทพธุรกิจ เช็กอัปเดต สถิติโกงออนไลน์ ล่าสุด มิจฉาชีพ หลอกโอนเงิน สัปดาห์เดียว 370 ล้านบาท ตำรวจประกาศเตือน กลุ่มลงทุน ย้ำเสียหายหนักเจ็บสุด
รายงานจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่มา พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. - ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. - รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. 2569 ถึง 25 เม.ย. 2569
- มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,502 คดี
- มูลค่าความเสียหาย 373,663,908 บาท
- คดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 12 เม.ย.-18 เม.ย.69 จำนวน 1,505 คดี
- พบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 104,742,918 บาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า ภาพรวมจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหาย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วทั้ง 2 แบบ คิดเป็น 30 กว่าเปอร์เซ็นต์
สำหรับการรับแจ้งความ
- อันดับหนึ่งครองแชมป์ต่อเนื่องยังคงเป็น การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบอาชญากรรมในช่วงนี้ยังคงเป็นแบบกระจายตัว ไม่ใช่การเกิดคดีใหญ่เพียงคดีใหญ่เพียงคดีเดียวแล้วมูลค่าพุ่งสูงโดดเด่น
- อันดับสอง เป็นเรื่องการหลอกลวงด้านการจ้างงาน ที่รอบนี้มีสัดส่วนคดีเพิ่มขึ้น และเป็นหมวดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงเป็นอันดับต้นๆ
แต่ที่น่ากังวลที่สุดพบว่า
การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน แม้จำนวนคดีจะน้อย แต่สร้างความเสียหายมหาศาล ถือว่าเป็นกลุ่มที่ “เหยื่อรายน้อยแต่เจ็บหนัก”
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่า
- ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย
- ยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด
โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ก็พบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เช่นกัน ขณะที่อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ กลับพบ 2 กลุ่มอายุที่มักตกเป็นเหยื่อในสัดส่วนที่เท่ากัน คือกลุ่มอายุ 21-30 ปี และ 31-40 ปี และอันดับ 3 คดีอาชญากรรทางเทคโนโลยีลักษณะอื่นๆ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้
- ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
- ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”
- มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
- มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
- รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง
2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง
- ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน
- หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก
3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม
- มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป
ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่าง ๆ และสามารถจับกุม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 10 เคส ผู้ต้องหาจำนวน 14 ราย จำนวนนี้มีชาวไทย 10 ราย ชาวต่างชาติ 4 ราย สัญชาติเมียนมา 3 รายและรัสเซีย 1 ราย พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 2 ล้านบาท
ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 10 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 34 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4.5 ล้านบาท
เคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 60 ปี ซึ่งอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก หลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวงซ้ำซาก โดยเหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568
ผู้เสียหายได้พูดคุยกับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ก่อนถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “She by Shi Official” จากนั้นถูกสมาชิกในกลุ่มไลน์ชื่อ “Mc Krittika” และ “ผจก.รัฐศาสตร์” ใช้กลอุบายชักชวนลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจผ้า ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินออกไปหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้านบาท
ล่าสุดผู้เสียหายยังได้โอนเงินออกไปเพิ่มอีก 500,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พร้อมอธิบายให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบการทำธุกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ
โดยจากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายกำลังถูกมิจฉาชีพในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกลวงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จนหลงเชื่อส่งมอบเงินสดจำนวน 1.6 ล้านบาท ให้บุคคลนิรนามที่หน้าบ้านพัก เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังถูกหว่านล้อมให้โอนเงิน
พร้อมฝากเงินสดเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2.2 ล้านบาท โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าพบผู้เสียหายยังคงไม่ทราบว่าตนเองตกเป็นเหยื่อ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้อธิบายกลโกงของมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายทราบ ว่านั่นคือตำรวจปลอม ให้หยุดโอนเงินทันที ก่อนจะแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม และ สภ.บางศรีเมือง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 69 ปี หลังตรวจพบธุรกรรมการเงินผิดปกติจากการถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินมัดจำที่ดิน มูลค่าความเสียหายรวม 1.8 ล้านบาท และกำลังจะโอนเพิ่มอีกกว่า 6 ล้านบาท ไปยังบัญชีม้าในลักษณะหลอกลงทุน
โดยจากการลงพื้นที่สืบสวนพบว่า ผู้เสียหายได้ย้ายที่พักอาศัยไปอยู่ที่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้รีบโทรศัพท์ประสานแจ้งเตือนให้ระงับการโอนเงินทันที
พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.บางศรีเมือง โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เร่งดำเนินการขยายผลและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนิคดีตามกฎหมายต่อไป
เคสที่ 4 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระตีบ จ.นครปฐม เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 55 ปี หลังถูกมิจฉาชีพในคราบพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลอกลวง
โดยเริ่มจากการประกาศขายนมผงผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินสั่งซื้อไปแล้ว กลับถูกคนร้ายใช้อุบายล่อลวงต่อว่าได้รับสิทธิพิเศษ แต่มีเงื่อนไขให้ช่วยโปรโมตส่งเสริมการขายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ พร้อมหว่านล้อมให้เลือกแคมเปญลงทุนและโอนเงินเพิ่มเพื่อทำกิจกรรมตามขั้นตอน
ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปรวมทั้งสิ้นกว่า 1.5 ล้านบาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.กระตีบ เพื่อสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน เร่งติดตามตัวขบวนการมิจฉาชีพมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
อ้างอิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ





