สภาเทคนิคการแพทย์ ประกาศ ตรวจเลือดไม่ต้องงดน้ำเปล่า! ชี้ช่วยลดภาวะเลือดข้น ป้องกันผลตรวจคลาดเคลื่อนและวินิจฉัยโรคไตผิดพลาด พร้อมช่วยให้เจาะเลือดง่ายขึ้น
กลายเป็นเรื่องฮือฮาในวงการสุขภาพ เมื่อ สภาเทคนิคการแพทย์ ได้ออกประกาศแนวทางปฏิบัติใหม่ล่าสุด เรื่องการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด โดยระบุชัดเจนว่า "ผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพไม่จำเป็นต้องงดน้ำเปล่าในช่วงอดอาหาร" และสามารถดื่มได้ตามปกติโดยไม่จำกัดปริมาณ
ทำไมต้องดื่มน้ำก่อนตรวจเลือด? ไขข้อข้องใจที่หลายคนเข้าใจผิด
หลายปีที่ผ่านมา เรามักคุ้นเคยกับคำสั่ง "งดน้ำงดอาหาร" ก่อนตรวจเลือดอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดพบว่า การงดน้ำเปล่าอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี ดังนี้:
- ป้องกันภาวะเลือดข้น (Hemoconcentration) : การขาดน้ำทำให้เลือดหนืด ซึ่งอาจส่งผลให้ค่า Hemoglobin สูงเกินจริง 10-15% รวมถึงค่า Creatinine และ BUN สูงขึ้น จนอาจถูกวินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็นโรคไต
- เจาะเลือดง่ายขึ้น : การดื่มน้ำเพียงพอช่วยให้เส้นเลือดไม่ยุบตัว (เส้นเลือดแฟบ) ลดความเจ็บปวดจากการต้องแทงเข็มหลายครั้ง
- ค่าอ้างอิงมาตรฐาน : ค่า Reference Range ที่ห้องแล็บใช้ ถูกกำหนดมาจากการศึกษาในกลุ่มประชากรที่ "ดื่มน้ำเปล่าได้ตามปกติ" ดังนั้นหากผู้อ่านงดน้ำจนร่างกายขาดน้ำ ผลตรวจที่ได้อาจนำไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานไม่ได้อย่างแม่นยำ
"น้ำเปล่า" แบบไหนที่ดื่มได้?
สภาเทคนิคการแพทย์เน้นย้ำว่า คำแนะนำนี้ใช้เฉพาะกับ "น้ำเปล่าบริสุทธิ์" เท่านั้น โดยต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
- ไม่มีรสชาติ ไม่มีสี
- ไม่มีแคลอรี่
- ไม่มีส่วนผสมของแร่ธาตุหรือวิตามินเพิ่มเติม
- ไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ไม่ใช่โซดา)
ข้อควรระวัง: เครื่องดื่มอื่นๆ เช่น กาแฟ, ชา, น้ำผลไม้, น้ำอัดลม หรือน้ำผสมวิตามิน "ยังคงต้องงด" อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะจะส่งผลต่อค่าระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
สภาฯ แนะโรงพยาบาลทั่วประเทศ ปรับปรุงคำแนะนำ "งดอาหาร แต่ไม่ควรงดน้ำ"
เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล (EFLM) สภาเทคนิคการแพทย์จึงขอความร่วมมือสถานพยาบาลทุกแห่งปรับข้อความในใบนัดตรวจสุขภาพ จากเดิมที่ระบุว่า "งดน้ำและงดอาหาร" ให้เปลี่ยนเป็น:
"งดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด ยกเว้นน้ำเปล่าบริสุทธิ์ โดยสามารถดื่มได้ตามปกติตลอดช่วงเวลาที่งดอาหาร"
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในขั้นตอน Preanalytical Phase (ก่อนการวิเคราะห์) เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยและความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด





